นาคินทร์ 18

ความสิเน่หา

 

                ...แต่ละวันผ่านพ้นไป เหตุการต่างๆในนาคินทร์บาดาลสงบสุข ไม่มีเรื่องร้ายใดๆเกิดขึ้น แต่ความสุขนั้นไม่ได้ทำให้หัวใจที่แข็งแกร่งของเขาเป็นสุขได้เลย นาคราชสูงศักดิ์เหม่อมองขึ้นไปยังผืนน้ำเบื้องบน เขานึกถึงเหตุการณ์ที่ผ่านไปไม่นาน  

อันตรายที่เขาต้องพานพบจนแทบจะเอาชีวิตไม่รอด ถ้าไม่ใช่เพราะ..ใบหน้านวลใสซื่อนั้น ป่านนี้เขาคงไม่มีชีวิตกลับมายังนาคินทร์อีกเป็นแน่ ความรู้สึกว้าวุ่นหัวใจที่เกิดขึ้น ทำเขาสงสัยและสับสน มันเป็นการผิดที่เขานึกถึงนาคีอื่นที่ไม่ใช่พระแม่เมืองที่เขารักมากมาย เหตุใดกันที่ทำให้เขาต้องตกอยู่ในความทุกข์เช่นนี้

ผู้ที่ตกอยู่ในภวังค์ถูกปลุกขึ้นด้วยเสียงนุ่มๆที่คุ้นเคย

                “เสร็จพี่..เสร็จพี่เพคะ..” 

รมิตาเทวีแตะที่แขนของชายผู้เป็นที่รักเบาๆด้วยความเป็นห่วง นาคราชหนุ่มได้สติหันมาตามเสียงเรียกของร่างบาง

                “พระองค์คิดอะไรอยู่หรือเพคะ หม่อมฉันเรียกอยู่นานแล้วเห็นยังทรงนิ่งอยู่เช่นเดิม เป็นอะไรหรือไม่เพคะ ตั้งแต่กลับมาหม่อมฉันเห็นพระองค์เหม่อมองนิ่งๆเช่นนี้บ่อยครั้ง มีสิ่งใดรบกวนจิตใจพระองค์อยู่หรือเพคะ ทรงบอกหม่อมฉันได้ไหมเพคะ?” 

น้ำเสียงอ่อนโยนเช่นเดิม ทำให้เขาระบายยิ้มออกมา นาคราชโอบกอดร่างบางให้แนบกับอกกว้างที่อบอุ่นของเขา พลางลูบเกศานุ่มเบาๆอย่างรักใคร่

                “พี่ไม่ได้เป็นอะไรหรอกเจ้า อย่าได้กังวลไปเลย พี่เพียงแต่มองราชอาณาจักรของเรา ว่ามีความสงบสุข ประชาชนนาคานาคีอยู่กันอย่างมีความสุข และ..ความจริงพี่เองชื่นชอบที่จะออกไปท่องเที่ยวด้านนอกวัง นอกเมือง หรือแม้แต่เมืองมนุษย์ ได้เห็นป่า เห็นความสวยงามของแดนอื่น หลายวันมานี้พี่อยู่แต่ในวัง ว่าแต่เจ้า อยากออกไปท่องเที่ยวด้านนอกบ้างหรือไม่?”

                “ไม่เพคะ น้องไม่อยากออกไปที่ใด ชีวิตของน้องได้อยู่กับเสด็จพี่เช่นนี้ก็มีความสุขมากแล้วเพคะ เสร็จพี่เสมือนโลกทั้งโลก เสมือนลมหายใจของน้องเพคะ”

                เสียงอ่อนหวานไพเราะอย่างเช่นวันวาน เขาโอบกอดนางเอาไว้อย่างถนุถนอม แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า บัดนี้ดวงใจของเขาออกห่างจากนางไปไกล ถึงอย่างไรเขาก็ต้องกลับขึ้นเพื่อไปหานางนาคีผู้นั้นอีกครั้ง

 

                ช่วงสายของวันต่อมา รมิตาตั้งใจจะเข้าเฝ้าเข้าผู้เป็นพระสวามี เพื่อถวายมาลัยดอกไม้ที่นางตั้งใจร้อยเพื่อนำไปกราบทวยเทพที่หอเทพฯด้วยกัน แต่เมื่อมาถึงห้องบรรทมกลับไม่พบแม้เงา ทหารผู้เฝ้าบานทวารใหญ่แจ้งความให้พระแม่เมืองของตนได้กระจ่าง ด้วยว่าองค์กัญจน์ธัชนาคราชเสร็จออกตรวจภายนอกวังได้แต่เช้าตรู่ โดยมิได้นำทหารหรือราชองครักษ์ออกติดตามเสด็จ ซึ่งนั้นเป็นสิ่งที่ผิดปกติวิสัยจากที่ผู้เป็นพระสวามีเคยกระทำ แต่นางก็หาได้แครงใจสงสัยอื่นใดต่อการกระทำของผู้เป็นที่รัก  

‘บางทีพระองค์อาจมีกิจอันใดที่ต้องทำ’ แม้จะรู้สึกผิดหวังอยู่บ้าง แต่รมิตาก็มุ่งตรงไปยังหอเทพฯเพียงลำพังเพื่อนำดอกไม้ไปบูชาเทพตามที่ได้ตั้งใจเอาไว้

 

อีกฟากหนึ่งของมิติที่นาคาจะไปเยือน เหนือผืนน้ำบนเมืองมนุษย์ พญานาคราช เจ้าผู้ครองนาคินทร์บาดาลอันยิ่งใหญ่

บัดนี้ร่างสูงสง่าปรากฏกายเบื้องหน้านางนาคีน้อยในอาภรณ์สีขาวพิสุท ดวงตาคู่งามจ้องมองเบื้องหน้าด้วยความปลาบปลื้มที่นางมีโอกาสได้พบกับบุรุษสูงศักดิที่แอบรักอีกครั้ง สายตาคมแต่แฝงไปด้วยควาอ่อนโยน

มองตอบร่างแบบบางที่ยอบกายลงก้มกราบ ใบหน้านวลก้มลงหวังจะบดบังความเขิลอาย แต่พวงแก้มระเรื่อเหมือนผลไม้สุกปลั่งไม่สามารถหลีกหนีจากสายตาคมของร่างสูงเบื้องหน้าได้ พญานาคาย่อกายลงแล้วเอื้อมมือแกร่งลูบที่ศีรษะของนาคีแรกรุ่นด้วยความเอ็นดู

แสงแดดอ่อนๆยามเช้าแปรเปลี่ยนเป็นสายฝนโปรยปรายลงมา ร่างที่เปล่งแสงทองคว้าแขนบางๆของนางนาคีให้ลุกขึ้นเดินตามไปหลังกำแพงของวัดร้างที่ตั้งอยู่ริมน้ำ ไม่ไกลนักก็พบกับกระท่อมหลังเล็กที่ตั้งอยู่หลังต้นไม้ที่ขึ้นรก

“พักอยู่ที่นี่ก่อนเถิดเจ้ารมณี ฝนที่อยู่ดีๆก็ตกหนักขึ้นมาพร้อมกับลมพายุแรงเช่นนี้ เมื่อครู่เรารู้สึกได้ว่ามีพญากาศยปิขึ้นมายังเมืองมนุษย์ และอยู่ไม่ไกลจากพวกเราเลย”

เมื่อทั้งสองก้าวเข้ามายังกระท่อมเล็กๆนี้แล้ว ร่างสูงก็ปล่อยร่างบางให้นั่งลง

“ขอบพระทัยเพคะ แต่พระองค์ทรงรู้ได้อย่างไรว่าที่นี่มีกระท่อมร้างตั้งอยู่”

ด้วยความสงสัยร่างเล็กๆที่นั่งพับเพียบอยู่ริมหน้าต่างก็เอ่ยถามผู้ที่นั่งอยู่เบื้องหน้า

“ความจริงแล้ว เราเองชอบที่จะขึ้นมายังเมืองมนุษย์อยู่บ่อยครั้ง แปลงกายเฉกเช่นสามัญ และเนรมิตกระท่อมน้อยหลังนี้ขึ้นมา บดบังพรางตาด้วยเวทจากสายตาของมนุษย์ เมืองมนุษย์มีความงดงามมากในสายตาของเรา เป็นความงดงามที่ไม่เหมือนในบาดาล”

ผู้พูดมองออกไปนอกหน้าต่างด้วยสายตาฉายแววรุ่งโรจน์ ป่าไม้ที่เขียวชอุ่ม พฤกษานานาพรรณต่างผลิดอกออกผลและส่งกลิ่นหอมแม้ยามค่ำคืนก็ยังคงงดงาม สายตาหวานของนาคีสาวเผลอจ้องมองใบหน้าคมนั้นเนิ่นนาน จนผู้ถูกมองรู้สึกตัวหันกลับมามองจ้องตอบดวงตานั้น ร่างงามระหงไม่สามารถต้านทานแรงจากดวงตาทรงอำนาจนั้นได้ นางก้มลงเอียงอายเกรงว่าชายร่างสูงเบื้องหน้าจะล่วงรู้ถึงความในใจของนาง แต่หารู้ไม่ว่า เขาผู้นี้อ่านนางออกทุกอย่าง รอยยิ้มเผยบนใบหน้าของเจ้าของสายตาสีแดงเพลิง ภาพที่เห็นตรงหน้านั้นช่างน่ารักยิ่งนัก ตราตรึงหัวใจของเขาอยู่หลายทิวาและราตรีที่ผ่านมาจนทนไม่ไหวต้องขึ้นมายังเมืองมนุษย์หวังได้พบกับเจ้าของพวงแก้มระเรื่อนี้อีกครา แล้วเขาก็ได้พบกับนางดั่งตั้งใจ

นาคราชหนุ่มเปิดหีบไม้ขนาดใหญ่ด้านข้างหยิบผ้าแพรสีหม่นขึ้นมาคลี้แล้วเอื้อมโอบ ห่มให้ร่างเล็กๆที่สั่นน้อยๆเมื่อพระองค์เคลื่อนกายเข้าไปใกล้

“เจ้าหนาวหรือรมณี?”

เสียงทุ้มนุ่มแฝงไปด้วยความอ่อนโยนกระซิปเบาๆที่ริมหู รมณีน้อยก้มหน้าเอียงหลบลมหายใจ

ร้อนระอุของร่างสูงที่ทำให้หัวใจของนางสั่นไหว มือแกร่งลูบไล้พวงแก้มแดงระเรื่อของร่างแบบบาง ก่อนโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้รับกับลมหายใจที่ร้อนลุ่ม ริมฝีปากของร่างสูงสง่าสัมผัสกับความอ่อนนุ่มของริมฝีปากอิ่ม

หัวใจของนาคีแรกรุ่นเต้นระรัว นางแลกรสสัมผัสอ่อนหวานตอบกลับ มือแกร่งลูบไล้ไปตามเรือนร่างเนื้อนวล อาภรณ์ที่รัดอกถูกปลดออกช้าๆ เผยให้เห็นผิวนวลละเอียดภายใต้แพรไหมสีเงิน แขนแกร่งโอบร่างบางเข้าแนบชิดอุระกว้าง ร่างบางโอบกอดชายหนุ่มที่รักยิ่งไว้แน่นด้วยความโหยหา เพียงแค่ปลายนิ้วที่สัมผัสไล่ไปตามร่างก็ทำให้นาคีสาวตกอยู่ในห้วงสเน่หาอย่างที่ไม่สามารถต้านทานได้ รอยจุมพิตมากมายที่ประทับลงบนเรือนร่างอรชร แปรเปลี่ยนจากความอ่อนโยนเป็นความกระหายในอารมณ์

นางปล่อยให้ชายผู้เป็นที่รักได้ครอบครองร่างนางดั่งหวัง ร่างกายที่ร้อนลุ่มแนบชิดดังหนาวเหน็บ

ต่างได้ยินเสียงหัวใจของกันและกันเต้นไม่เป็นจังหวะ

นาคราชหนุ่มขยับกายช้าๆก่อนจะเปลี่ยนเป็นเร่งเร้ารุนแรงจนร่างบางด้านใต้แทบขาดใจ ผิวกายทั้งสองแนบชิดเสมือนหลอมรวมร่างและวิญญาญเป็นหนึ่งเดียว

เวลาผ่านไปเนิ่นนานเท่าใดแล้วที่ร่างทั้งสองเต็มไปด้วยอารมณ์ปรารถนาคุโชน ก่อนที่บทรักอันเร้าร้อนจะหยุดลง ร่างแบบบางอ่อนแรง นางหลับตาพริ้มเข้าสู่ห้วงนิทราบนแผ่นอกกว้าง มือแกร่งลูบไล้เส้นเกศาสีนิลยาวอ่อนนุ่ม ดอมดมกลิ่นหอมยวนใจ เขาตะคองกอดร่างบางนั้นไว้แล้วหลับใหลสู่ห้วงราตรีกาล ในช่วงเวลานี้ ไม่มีความผิดใดที่จะหักห้ามความปราถนาได้อีกแล้ว

ราตรีกาลเข้ามาเยือน สองร่างยังคงตะคองกอดกันอยู่ในห้วงนิทราจนรุ่งสาง ร่างบางรู้สึกตัวออกแรงขยับน้อยๆ ชายที่โอบกอดเธออยู่ตื่นนานแล้ว แต่ยังคงกอดร่างนุ่มนิ่มนี้อยู่ไม่ออกห่าง

“พระองค์ ปล่อยหม่อมฉันเถิด”

เสียงหวานเอ่ยขึ้นเบาๆ รมณียังคงไม่สบตากับชายผู้เป็นเจ้าของตน

“เหตุใดเล่าเจ้าเนื้อนวล เจ้าไม่อยากให้พี่กอดเจ้าแล้วหรือ?”

ร่างสูงแกล้งถามออกไป

“ป่านนี้ราชองค์รักษ์ไม่ออกตามหาพระองค์แล้วหรือเพคะ? พระองค์ไม่ได้เสร็จกลับวังทั้งคืน”

“ถ้าเจ้าห่วงเรื่องแค่นี้ อย่าได้กังวลไปเลย ไม่มีเหตุอันใดต้องกังวลหรอกเจ้า พี่ได้สั่งกับคุโณดมราชองครักษ์เอาไว้แล้ว ว่าให้อยู่เฝ้าแต่ในวังแล้วพี่จะกลับไปเองเมื่อเสร็จกิจ”

ร่างสูงลุกขึ้นนั่ง เขายังคงโอบกอดร่างงามไม่ออกห่าง

“…หรือว่าเจ้าอยากไล่ให้พี่ไปให้ไกลเจ้าแล้ว?”

เขายังคงแกล้งถามเธอ แม้จะรู้ว่าในใจของนาคีตรงหน้าไม่ได้คิดเช่นนั้นแม้แต่น้อย

“ไม่ใช่อย่างนั้นนะเพคะ พระองค์อย่างได้ตรัสเช่นนั้น หม่อมฉัน…ถึงแม้จะอยากให้พระองค์อยู่ แต่ก็รู้อยู่แก่ใจว่า ถึงอย่างไรพระองค์ก็จะต้องเสร็จกลับในไม่ช้า”

น้ำเสียงสั่นเครือ นางรู้อยู่แก่ใจว่าผู้เป็นที่รักมีพระชายาคู่บุญอยู่เคียงข้างราชบัลลังก์อยู่แล้ว นางเองก็เป็นได้แค่เพียงนาคีต่ำต้อยที่องค์กัญจน์ธัชนาคราชพึ่งพอใจก็เท่านั้น

“เจ้าเป็นของพี่แล้ว อย่างไรพี่ก็ไม่ทอดทิ้งเจ้า รมณี”

แม้คำพูดของนางจะเป็นการตอกย้ำว่าเขาได้กระทำความผิดต่อรมิตา หากนางล่วงรู้เรื่องนี้นางต้องเสียใจมาก แต่เขาก็ไม่สามารถห้ามความปราถนาของตนได้ อย่างไรรมณีก็เป็นของเขาแล้ว เขาต้องรับผิดชอบต่อนางในฐานะนางห้าม

“พระองค์…”

ร่างบางโผเข้ากอดชายผู้เป็นที่รัก นางกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้อีกต่อไป การกระทำครั้งนี้เป็นการผิดนัก แต่นางก็รักเขาผู้นี้เหลือเกิน ร่างสูงกอดตอบนาง ทั้งสองตะคองกอดกันเช่นนั้นอยู่นาน และยังคงใช้ชีวิตร่วมกันอยู่อีกสองวันก่อนที่กษัตริย์แห่งนาคินทร์จะลารมณีกลับนาคินทร์บาดาลด้วยความอาลัย

นาคีน้อยมองร่างผู้เป็นที่รักยิ่งอยู่นานจนร่างนั้นลับตาไปยังผืนน้ำ นางตัดสินใจใช้ชีวิตอยู่ภายในกระท่อมนั้น เพื่อรอวันที่เขาจะกลับมาอีกครั้ง

 

ระหว่างทางกลับ ระยะทางยังคงไม่ลึกลงสู่หนทางที่ซับซ้อนของอีกด้านของแม่น้ำ สายลมอ่อนๆแปรเปลี่ยนพัดแรงขึ้นอย่างแปลกประหลาด กัญจน์ธัชนาคราชแหวกว่ายอยู่ใต้ผืนน้ำ นาคราชแหงนมองขึ้นสู่ด้านบน ภาพที่เขาเห็นเลือนๆนั้น ไม่ผิดแน่ ‘เศวตโรหิต’ พญานกผู้ทรงอำนาจและจิตใจโหดร้าย ร่างกายสีขาวกับปีกสีแดงฉานอันใหญ่โตและทรงพลังนี้เองที่บินวนเวียนอยู่เหนือท้องนภาแห่งเมืองมนุษย์ในหลายเพลาที่เขาขึ้นไปอยู่กับรมณี

เมื่อกัญจน์ธัชนาคราชคิดเช่นนั้น ร่างทองเปล่งประกายจึงมองทางหนทางที่จะหลบจากสายตาของนกครุฑตนนี้ สายตาของเขามองหาถ้ำใต้น้ำสักแห่งเพื่อซ้อนกายก่อนที่จะไม่ทันการ

พลันที่สายตาสีทับทิมหันไปเห็นถ้ำเล็กๆอยู่ไม่ห่าง ร่างใหญ่รีบแหวกว่ายเข้าไปซ้อนกายอยู่ภายในเพื่อรอให้พญาครุฑนั้นหมดความสนใจในกลิ่นของนาคาสูงศักดิ์เช่นเขา

..เป็นสิ่งที่รู้กันดีอยู่สำหรับเหล่านาคามาตั้งแต่เก่าก่อน ว่าพญาครุฑชอบไล่ล่าจับนาคมาเป็นอาหารเลิศรสและเพื่อเพิ่มพลังอำนาจอยู่เสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นาคราชที่เกิดในตระกูลวิรูปักษ์เช่นเขา

เนิ่นนานสำหรับการรอคอยของกัญจน์ธัชนาคราช ความหวังที่กษัตริย์แห่งนาคินทร์อดทนรอให้พญาเศวตโรหิตละความพยายามตามหานาคมาเป็นอาหาร แม่น้ำที่ใสสะอาดกลับขุ่มมัวขึ้นเรื่อยๆจากพลังของปีกใหญ่สีแดง ยิ่งนานเท่าไหร่เหมือนว่าพญานกจะบันดาลโทสะมากขึ้นเรื่อยๆ จนอรุโณทัยลาลับขอบฟ้าไปนานแล้ว แต่พญานกยังคงวนเวียนอยู่เบื้องบนอย่างไม่ลดละ

“มันอยู่ที่ใดกัน ข้าได้กลิ่นมันอยู่ไม่ไกล เหตุใดจึงไม่พบเสียที อาหารอันโอชะของข้า!”

เสียงใหญ่ที่แสดงความเกรี้ยวกราดดังกึกก้องไปทั่วท้องนภายามราตรี เสมือนเสียงท้องฟ้าคำรามในความรู้สึกของมนุษย์ทั่วไป

ในที่สุดเมื่อราตรีใกล้จะหมดไป พญานกที่เริ่มอ่อนแรงและคิดจะล่าถอยกลับวิมานของตน ทันใดนั้นเอง แสงเรืองๆสีมรกตก็สะท้อนขึ้นมาเหนือผืนน้ำไม่ไกล ร่างของนาคีเอราปถที่ว่ายผ่านมาถูกแรงของกระแสน้ำที่เชี่ยวกราดพัดขึ้นมายังผิวน้ำ พญาเศวตโรหิตไม่รอช้า เร่งพาร่างอันใหญ่โตถลาลงแล้วโผ่เข้าไปใกล้ กรงเล็บแหลมคมเข้าคว้าร่างที่พยายามว่ายหนี แต่ด้วยเรี่ยวแรงที่น้อยกว่าจึงไม่สามารถหลีกหนีจากกรงเล็บนั้นได้

เสียงกรีดร้องดังไปทั่วด้วยความเจ็บปวด โลหิตที่แดงไหลรินไปทั่วท้องน้ำ

“ชลาพุชะรึนี่? ก็ยังดีกว่าไม่ได้เลย ไม่เสียเที่ยวข้าซะทีเดียว ฮา ฮา”

เสียงหัวเราะดังกึกก้อง พญานกหมายมั่นจะนำร่างในอุ้งเท้าที่ชุ่มเลือดกลับไปยังวิมานของตน แต่ยังไม่ทันที่จะโผบิน แสงสีทองอร่ามก็ปรากฎขึ้นยังแผ่นน้ำ ดวงตาดั่งเพลิง กัญจน์ธัชนาคราชเนรมิตร่างใหญ่โตโผเข้าฝังเขี้ยวแก้วยังปีกใหญ่ของพญานกโดยไม่ทันตั้งตัว พิษร้ายแห่งนาคาสร้างความเจ็บปวดแก่พญาครุฑอย่างมากแต่ไม่อาจสังหารพญาเศวตโรหิตผู้มากด้วยฤทธิได้ ทั้งสองเข้าต่อสู่กัน แม่น้ำสายใหญ่ปั่นป่วนเป็นคลื่นใหญ่พัดเข้าหาฝั่งเสียงดัง ร่างของนาคีที่บาดเจ็บสาหัสร่วงลงสู่แม่น้ำ แต่นางไม่สามารถเคลื่อนกายแหวกว่ายไปได้เพราะไร้กำลัง กรงเล็บที่คมกว่าศาตราวุธใดตรงเข้ากรีดเกล็ดทองให้ต้องโลหิตแต่ไม่สามารถเข้าคว้าร่างของพญานาคราชได้ กัญจน์ธัชนาคราชได้รับบาดเจ็บแต่เขาก็ไม่ย้อท้อต่อเพชรฆาตที่หมายเอาชีวิตของเขา พญานกโน้มกายลงหมายจะใช้จงอยปากชิมรสโลหิตนั้นแต่กลับถูกพิษของพญานาคาพ้นเข้าใส่ที่ดวงตาขวา

“อ๊าก!!!!!”

เสียงร้องแสดงความเจ็บปวดดั่งถูกไฟเผา พญานกกุมที่ดวงตาของตนบินโฉบไปมาด้วยความทรมาน ต้นไม้น้อยใหญ่หักโค้นจากการถูกปะทะของร่างอันใหญ่โต

กัญจน์ธัชนาคราชไม่อยู่รอดูผลต่อไป เขารีบพันรอบกายของนางนาคีที่บาดเจ็บแล้วแหวกว่ายลึกลงสู่บาดาล แต่หนทางกลับสู่นาคินทร์นั้นยากลำบาก ร่างที่ยังคงมีโลหิตไหลออกไม่หยุดเช่นนี้ไม่สามารถเดินทางไปไหวแน่ เขาจึงลอดผ่านเข้าสู่หนทางอันลึกลับที่จะสามารถพาร่างของเขาและนาคีตนนี้ไปยังอีกสถานที่หนึ่งได้

ร่างนาคีเกล็ดมรกตงดงามบัดนี้ชุ่มไปด้วยโลหิตแดงชโลมกายร่างที่ถูกพามายังถ้ำหลังน้ำตก อ่อนกำลังเกินกว่าที่จะเนรมิตตนสู่กายทิพย์ พญานาคราชทรงฤทธานุภาพท่องมนต์บทหนึ่งก่อนที่จะแตะหัตแกร่งไปที่หน้าผากของนาคีสาว แสงที่เขียวแวววาวฉายจากร่างของนางแวบเดียวก่อนที่จะเผยให้เห็นร่างทิพย์ของนาคีเอราปถ ลมหายใจของนางรวยรินแผ่วบางแทบสิ้นใจ

ร่างสูงโอบร่างนางอย่างระวัง ค่อยๆเอนศีรษะของนางให้นอนลงที่ตักของตน ก่อนพนมมือแล้วท่องมนต์อยู่ชั่วครู่ก่อนจะก้มลงกระกบริมฝีปากลงกับริมฝีปากของร่างปากที่หลับตาพริ้มอยู่

มณีเม็ดกลมที่ส่องแสงสีทองอร่ามถูกถ่ายทอดออกมาจากโอษฐ์ของร่างสูงเบื้องบน ก่อนร่างที่อ่อนแรงบนตักจะสิ้นสติไป บาดแผลตามร่างกายค่อยๆเลือนหายไป เหลือไว้เพียงร่องลอยของโลหิตที่เปอะเปื้อนอาภรณ์สีมรกตเลื่อมทอง เมื่อเห็นว่าร่างนี้ปราศจากบาดแผลแล้วเขาจึงทำการรักษาตนเอง แม้ว่าบาดแผลนั้นจะไม่ได้สาหัสเท่ากับร่างที่นอนหมดสติอยู่นี้ก็ตาม

กัญจน์ธัชนาคราชพินิจมองรูปโฉมนางนาคีที่ตนเพิ่งจะช่วยชีวิตมา บัดนี้ร่างบางเบื้องหน้าเขากำลังอยู่ในห้วงนิทรา ใบหน้านวลช่างงดงามราวกับนางสวรรค์ ทรวงทรงองเอวอรชรแบบบาง เนื้อนวลขาวผุดผ่อง แพขนตางอนรับกับริมฝีปากเรียวบางที่เขาเพิ่งได้สัมผัสไปเมื่อครู่ ไม่ใช่เพราะฉวยโอกาส แต่เพียงต้องการที่จะช่วยชีวิตของนางเท่านั้น

…แต่บัดนี้ ใบหน้านี้กลับตรึงหัวใจของนาคราชเช่นเขา มือแกร่งเลื่อนแตะสัมผัสที่แก้มนวล ไม่รู้เพลาเนิ่นนานเท่าใดแล้วที่ภาพของนาคีสะกดให้เขาหลงใหลเผลอใจจ้องมองไม่วางตา ก่อนที่มือเรียวบางจะขยับน้อยๆรู้สึกตัวลืมตาตื่นขึ้นมาช้าๆ เปลือกตาบางเปิดให้เห็นดวงตากลมแวววาวสุกใส นางจ้องมองบุรุษผู้ช่วยชีวิตนางเอาไว้

“พระองค์..”

เสียงเล็กๆหวานหูเอ่ยขึ้นเบาๆเหมือนเสียงกระซิป

“เจ้ายังเจ็บตรงไหนอีกหรือไม่?” 

“ไม่แล้วเพคะ หม่อมฉันดีขึ้นมากแล้ว ขอบพระทัยพระองค์เพคะ”

รอยยิ้มอ่อนหวานระบายอยู่บนใบหน้าที่แดงระเรื่อที่ยังคงอ่อนแรง สายตาทรงอำนาจแต่มีแรงดึงดูดให้จ้องมอง จับจ้องมาที่นางตั้งแต่แรกที่นางลืมตาตื่นขึ้น บุรุษสูงศักดิ์รูปโฉมงดงาม ที่ทั่วทั้งบาดาลหาก็ใครเปรียบมิได้ผู้นี้ กำลังหลอมหัวใจอ่อนเยาว์ของนางให้ระเหยกลายเป็นของเขาในที่สุด

นาคีสาวค่อยๆพยุงตนให้ลุกขึ้น โดยมีแขนแกร่งช่วยประคองนางเอาไว้ด้วยความอ่อนแรงและยังไม่ฟื้นกำลังดี อาการปวดศีรษะก็เกิดขึ้น ร่างแบบบางแอนกายเหมือนจะล้มนอนลงไปอีกครั้ง ชายผู้ประคองนางอยู่เอื้อมจับท่อนแขนบางเอาไว้ นางซบใบหน้าลงกับอุระกว้างด้วยความเหนื่อยอ่อน

“เจ้ายังไม่หายดี อยู่นิ่งๆก่อนจะดีกว่า ..ว่าแต่เจ้ามีนามว่าอะไร เรายังไม่รู้เลย?”

“เกสราเพคะ..องค์กัญจน์ธัชนาคราช”

เสียงหวานเอ่ยตอบกลับไป

“เกสรา..นามเจ้าช่างไพเราะ เกสรดอกไม้ที่งดงามที่สุดที่เราเคยพานพบในนาคินทร์”

ท่อนแขนแกร่งค่อยๆเลื่อนกระชับอ้อมกอดให้ร่างแบบบางในอ้อมอุระกว้างเคลื่อนเข้ามาแนบชิดมากยิ่งขึ้น นางนาคีสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น นางไม่ขัดขืนอ้อมกอดนั้น เรียวมืองามกลับเลื่อนสัมผัสแผ่นอกของบุรุษผู้ตะคองกอดนางอยู่ ก่อนที่นางจะค่อยๆเลื่อนมือทั้งสองข้างโอบรอบคอของร่างสูงเอาไว้ นาคราชหนุ่มโน้มใบหน้าลงมาจุมพิตที่แก้มเนียนเบาๆก่อนที่จะเคลื่อนช้าๆไปที่ริมฝีปากได้รูป ต่างแลกรสสัมผัสอันอ่อนหวาน ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง หัวใจสองดวงเต้นระรัวสั่นไหว แต่ไม่ทันที่ทั้งสองจะเข้าสู่ห้วงสเน่หาไปมากกว่านี้

ม่านน้ำตกที่ไหลแรงบดบังสองร่างอยู่ก็สาดกระเซนแรง จากพลังมหาศาลของปีกผู้ทรงอำนาจของพญากาศยปิกำเนิดโอปปาติกะตนเดิม ที่เที่ยวออกตามหาร่างของนาคาสองตนที่หนีรอดจากกรงเล็บของตนไปได้

..ด้วยความแค้นใจ พญานกจึงเคลื่อยกายใหญ่เสาะหายังป่าลึกที่มีสายน้ำทอดยาว สองร่างที่ตื่นจากภวังสเน่หาต่างมองหน้ากันก่อนที่พญานาคราชจะลุกขึ้นโดยประคองร่างของนางนาคีให้ลุกขึ้นตาม เขาโอบร่างนั้นให้เดินตามเขาเข้ามาภายในถ้ำให้ลึกขึ้น เบื้องหลังถ้ำน้ำตกแห่งนี้มีเส้นทางที่จะสามารถข้ามเข้าสู่นาคินทร์บาดาลได้ ซึ่งเป็นเส้นทางลับที่มีเพียงราชนิกูลฝ่ายในเท่านั้นที่จะล่วงรู้

ลึกเข้าไปในถ้ำ มีอุโมงค์เล็กๆลักษณะกลมและเป็นทางคดเคี้ยวยาวไกล มีเพียงแสงเรืองๆส่องอยู่ที่ปากทางไกลเท่านั้น

“ด้วยเส้นทางนี้ เราจะรอดพ้นภัยจากพญาครุฑตนนั้นได้ กลับสู่ร่างเดิมของเจ้าเถิด บัดนี้กำลังของเจ้าคงฟื้นขึ้นแล้ว เพียงพอต่อการเนรมิตรูปกายกลับสู่ร่างที่แท้จริงของเจ้า จงตามเรามาเถิด เกสรา เราจะนำทางให้เจ้าเอง เจ้ามิต้องเกรงกลัวไป เราอยู่ข้างกายเจ้าตรงนี้” 

น้ำเสียงทรงอำนาจแต่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนขององค์กัญจน์ธัชนาคราชบอกกล่าวต่อนางนาคีที่กำลังอยู่ในความตื่นกลัวให้ได้คลายกังวลใจ นางตั้งสติทำใจให้ปลอดโปร่งอยู่ชั่วครู่ก่อนที่จะกลายร่างกลับสู่ร่างงูใหญ่เกล็ดมรกต ตามด้วยองค์กัญจน์ธัชนาคราชที่กลายร่างพญานาคสีทองอร่ามเลื่อยนำทางเข้าไปยังเส้นทางลับนั้น โดยมีเกสรานาคีเลื่อยตามเข้าไปติดๆ ทั้งสองผ่านเส้นทางคดเคี้ยวมากมายอยู่นานพอควรก่อนที่จะพบกับแสงสว่างที่ปลายทางเบื้องหน้า

กัญจน์ธัชนาคราชกลับสู่ร่างทิพย์ของตนเมื่อออกมาจากถ้ำแล้ว ตามด้วยเกสรานาคี เบื้องหน้าของทั้งสองคือทางเข้าสู่อาณาจักรนาคินทร์ มองเห็นไพร่ฟ้าประชาราษฎ์อยู่ไม่ไกล สร้างความอุ่นใจให้กับทั้งสองเป็นอย่างมาก

“เรารอดพ้นจากพญากาศยปิแล้วเพคะ”

น้ำเสียงแสดงความดีใจ ทั้งสีหน้าและท่าทางของนางนาคีบ่งบอกได้ถึงความโล่งใจ วันนี้นางเจอเข้ากับเรื่องเลวร้ายและน่ากลัวที่สุด แต่รอดพ้นมาได้เพราะการช่วยเหลือของบุรุษสูงศักดิ์ที่สุดแห่งอาณาจักรนาคินทร์

บุรุษผู้สูงส่งเกินนางใดจะไขว้คว้า ช่างเหมือนความฝันที่บัดนี้นางได้มาอยู่ใกล้ชิดกับเขาถึงเพียงนี้

แล้วก่อนหน้านี้ยังเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นอีก ซึ่งกลิ่นหอมหวานของความรู้สึกนั้น ยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงอารมณ์ของนางอยู่ไม่คลาย กัญจน์ธัชนาคราชหันมองใบหน้าระรื่นนั้นด้วยความสิเน่หา ก่อนจะเอื้อมมือใหญ่กุมมือบางนั้นเอาไว้ พวงแก้มนวลแดงระเรื่อขึ้นมาอีกครั้ง

“เวลาเจ้ายิ้มช่างน่ารักเหลือเกิน..เกสรา”

คำกล่าวชมทำให้ร่างแบบบางก้มหน้าลงด้วยความเขิลอาย แสงอาทิตย์คล้อยต่ำลงลับขอบฟ้าแล้ว แม้ว่าในเมืองบาดาลจะไม่เห็นดวงอาทิตย์แต่สามารถรับแสงของพระอาทิตย์ได้ไม่ต่างจากเมืองมนุษย์ เกสรานาคีเงยหน้ามองไปยังด้านบนที่เป็นกระแสผิวน้ำเคลื่อนไหว

นางนึกขึ้นมาได้ว่า นางแอบพ่อและแม่ของนางขึ้นไปเที่ยวเล่นยังเมืองมนุษย์จนเกิดเรื่อง การหายไปของนางตลอดวันนี้คงจะสร้างความวุ่นวายและเป็นห่วงให้กับผู้เป็นพ่อและแม่ของนางอยู่มาก นึกได้เช่นนั้น นางจึงหันกลับไปตั้งใจมองใบหน้าของบุรุษรูปงามนั้นไว้อีกครา เพราะนี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่นางจะได้พบเจอเขาผู้นี้อย่างใกล้ชิดเช่นนี้ได้อีก หากนางมีบุญมากพอคงมีโอกาสได้พานพบกับผู้สูงศักดิ์และเต็มไปด้วยบุญญาธิการผู้นี้อีกครั้ง

ด้วยหัวใจอาลัย ใจจริงนางอยากหยุดเวลานี้เอาไว้นานที่สุด แต่รู้ว่าเป็นสิ่งที่ไม่สามารถทำได้ สีหน้าระรื่นเมื่อครู่แปรเปลี่ยนเป็นความโศกเศร้าอย่างเห็นได้ชัด

“เป็นอะไรไปเจ้า เมื่อครู่เจ้ายังแย้มยิ้มอยู่ เหตุใดจึงดูสลดเช่นนั้น มีเรื่องอันใด?”

“หม่อมฉันแอบพ่อกับแม่ขึ้นไปเที่ยวเล่นบนเมืองมนุษย์จนเกิดเรื่อง ป่านนี้ท่านทั้งสองคงเป็นห่วงหม่อมฉันมาก อาจเที่ยวตามหาไปทั่วน่านน้ำแล้ว หม่อมฉันจำเป็นต้องรีบกลับ แต่..หม่อมฉันคงไม่มีโอกาสได้พบกับพระองค์อีกเป็นแน่ ความปรารถนาในหัวใจของหม่อมฉัน คืออยากหยุดเวลานี้ไว้ หากการที่หม่อมฉันได้พบและใกล้ชิดกับพระองค์เช่นนี้เป็นเพียงแค่ภาพจากนิมิต ที่เพียงตื่นก็จางหายไป หม่อมฉันจะไม่ขอลืมตาขึ้นมาอีก”

หยาดน้ำตาคลอดวงตาคู่งามค่อยๆไหลเป็นสายอาบแก้มนวล มือใหญ่เอื้อมปาดเช็ดแผ่วเบาดั่งกลัวว่าผิวเนื้อจะบอบช้ำ แล้วจึงโอบร่างของนาคีแบบบางมาโอบกอดเอาไว้อย่างรักใคร่ เขาเองก็ไม่อยากให้นางจากเขาไปไหนเช่นกัน แม้จะเร็ว แต่ ณ เวลานี้เขาต้องการให้นางผู้นี้อยู่เคียงข้างเขา และไม่อยากจะนึกถึงสิ่งอื่นใดอีก

“เจ้ากลับไปหาพ่อแม่เจ้าก่อนเถิด แล้วข้าสัญญาว่า เราจะได้จะได้พบกันอีก ในคืนวันเพ็ญหน้า เมื่อพระจันทร์ฉายแสงลงสู่ผิวน้ำ เราจะพบกันที่หลังม่านน้ำตกในถ้ำแก้ว ไม่ไกลจากมีสระบัวที่มีความงดงามมากอยู่ เราจะไป เราสัญญา เจ้าอย่าได้เศร้าโศกไปเลย เราไม่อยากเห็นเจ้าร้องไห้”

“เพคะ หม่อมฉันจะไปตามสัญญาเพคะ”

มือเรียวปาดน้ำตาบนใบหน้า แม้จะยังอ่อนแรงอยู่ก็ตาม แต่นางก็จำต้องรีบกลับไปหาผู้เป็นบุพการี ชายหนุ่มมองตามร่างนั้นจนลับตา เขาถอนหายใจยาวเมื่อนึกถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้นในช่วงชีวิตนี้ของเขา รมณีนั้นน่ารักและแสนดี ส่วนเกสรานั้นช่างงดงามอ่อนโยนดั่งนาคสาวแรกรุ่น กลิ่นหอมๆของนางทั้งสองยังคงตราตรึงในหัวใจของนาคราชหนุ่มไม่คลาย แต่ช่วงเวลาแห่งความสิเน่หาเหล่านั้นต้องหยุดลงในเพลานี้ เพราะเขาต้องกลับสู่ราชวังนาคินทร์ตามเดิม

ร่างสง่าแหวกว่ายเข้าสู่งเขตของพระราชวังหลังงามใต้ผืนน้ำอันลึกลับ เหล่านาคาทั้งหลายพร้อมต้อนรับเขาอยู่ รมิตาเมื่อทราบข่าวการกลับมาของผู้เป็นพระสวามีของนางจึงรีบเดินทางจากตำหนักฝ่ายในเพื่อมาเข้าเฝ้า ร่างสูงโอบกอดนางด้วยความรักใคร่

“เสร็จพี่หายไม่ได้เสร็จกลับวังตั้งสองสามราตรีแล้ว หม่อมฉันเป็นห่วงพระองค์เหลือเกินเพคะ”

“พี่ไม่เป็นอะไรหรอกเจ้า อย่าได้กังวลไปเลย เจ้าอยู่ที่นี่ นางกำนันดูแลเจ้าดีหรือไม่?”

เสียงนุ่มๆกล่าวถามนางในอ้อมกอดที่ยังคงซบห้นาที่อกกว้างของเขา

“พวกนางดูแลหม่อมฉันดีเพคะ หม่อมฉันสบายดี ..พระองค์เสร็จไปราชกิจอันใดหรือเพคะ? ไปต่างเมืองหรือเพคะ?”

ด้วยความสงสัย นางอดถามไม่ได้ แม้จะไม่คาดคิดก็ตามในการหายหน้าไปของผู้เป็นที่รัก นางนาคีจิตใจงาม นางช่างใสซื่อ

“พี่ขึ้นไปยังเมืองมนุษย์มา ในคราแรกตั้งจะพาเจ้าไปด้วย แต่เกรงว่าจะเกิดอันตรายกับเจ้า เพราะในเพลานี้เหล่าครุฑมักออกหานาคกินเป็นอาหารเสมอ ลำพังตัวพี่เพียงผู้เดียวสามารถเอาตัวรอดได้ จะห่วงก็แต่เจ้าเท่านั้น เมื่อพี่กลับมาได้พบหน้าเจ้าปลอยภัยดี พี่ก็สบายใจ”

รอยยิ้มระบายบนใบหน้าของพระชายา นางยื่นมาลัยพวงใหญ่ให้กับเขา

“หม่อมฉันร้อยถวายทวยเทพทุกวัน ขอพรให้พระองค์เสร็จกลับมาอย่างปลอยภัยเพคะ ในเพลานี้พระองค์เสร็จกลับมาอย่างปลอยภัยตามที่หม่อมฉันได้ของพรไปแล้ว วันนี้เราไปกราบบูชาที่หอเทพด้วยกันนะเพคะ”

เขายิ้มรับคำของนางแก้ว มือใหญ่รับพวกมาลัยสีชมพูขาวที่ส่งกลิ่นหอมก่อนที่จะโอบร่างบางมุ่งไปยังหอเทพตามด้วยนางกำนันอีกจำนวนหนึ่ง

พลบค่ำสองร่างในห้องบรรทมโอบกอดกันและกันบนพระแท่นกว้าง สัมผัสอ่อนนุ่มของผิวบางใต้ร่างแกร่ง ร่างสูงเคลื่อนกายโอบรัดร่างนาคี สองร่างสุขสมตลอดราตรีกาล แสงจันทราสาดส่องเรืองๆ ทำให้บรรยากาศภายในห้องที่มืดสลัวดูน่าภิรมยิ่งกว่าครั้งไหน ไม่มีช่วงเวลาใดที่จะมีความสุขเท่านี้อีกแล้ว

ตลอดระยะเวลานานนับเดือนที่กัญจน์ธัชนาคราชไม่ได้ก้าวออกจากพระราชวังนาคินทร์ เขาใช้เวลาอยู่ดูแลราษฎรในบาดาลแห่งนี้ และอยู่เคียงข้างรมิตาพระชายาของพระองค์

คำมั่นสัญญาที่นาคราชสูงศักดิ์ได้ให้ไว้กับนาคีนางหนึ่ง เขาไม่เคยลืมเลือน และอีกไม่กี่เพลาก็จะถึงวันเพ็ญ เมื่อถึงเพลานั้นเขาจะขึ้นไปยังเมืองมนุษย์อีกครั้ง บัดนี้เขาแทบรอเวลานั้นไม่ไหว ยิ่งนึกถึงใบหน้านวลและริมฝีปากกาอ่อนนุ่มนั้น หัวใจของนาคราชเช่นเขาล่องลอยไปไกลถึงนางแล้ว ‘เกสรา’

 

 

To Be Continue

 

 

 

นาคินทร์ 17

คุโณดม

 

นาคราชหนุ่มอดีตองครักษ์เอกผู้จงรักษ์ภักดีต่อองค์กัญจน์ธัชผู้เป็นเจ้าเหนือหัวของเหล่านาคาทั้งมวลในนาคินทร์บาดาล

ราชองครักษ์หนุ่มโอบอุ้มผู้เป็นนายในชาติภพก่อนให้นอนลงในท่าสบายบนเสื่อภายในห้องพัก เหล่าผู้ถือศีลต่างหลับสนิทด้วยมนตราแห่งนาค ร่างสูงก้มลงกราบแทบเท้าผู้เป็นนาย แม้ในขณะนี้องค์นาคราชจะมาจุติเป็นมนุษย์สตรีแล้วก็ตาม

“ข้าดีใจเหลือเกิน ในที่สุดก็ตามหาพระองค์จนพบ ขอให้ข้าได้มีโอกาสรับใช้ อารักขาคุ้มกันพระองค์ต่อไปจนกว่าพระองค์จะบำเพ็ญศีลจนพ้นบาปกรรมเมื่อครั้งอดีต”  

                น้ำเสียงที่แสดงความปราบปลื้มยินดีปรากฎพร้อมกับความหนักแน่น นครินทร์ค่อยๆลืมตาตื่นขึ้น เธอคิดว่าน้ำเสียงและประโยคพูดเมื่อครู่เป็นเพียงความฝันของเธอ แต่เมื่อร่างเล็กๆยันกายลุกขึ้นนั่งพิงกำแพงห้องได้แล้ว เธอจ้องมองนิ่งยังเบื้องหน้าของเธอที่มีเพียงแสงเทียนไม่กี่เล่มจุดอยู่ ภาพที่เธอเห็นทำให้เธอคิดไปว่า เธอยังคงไม่ตื่นจากฝัน  

แม้เพียงแสงเทียนเล่มน้อยจะสาดส่องกระทบผิวของบุรุษเบื้องหน้าเพียงน้อยนิดแต่ก็ทำให้เธอมองออกว่า เขาคนนี้ดูแปลกตา เหมือนรอบๆกายมีแสงเรืองๆอยู่รายล้อม แม้จะไม่มากแต่ก็สร้างความประหลาดใจให้กับหญิงสาวไม่น้อย

                “พระองค์ไม่ได้ทรงพระสุบิณอยู่พระพุทธเจ้าข้า หม่อมฉันอยู่เบื้องหน้าพระองค์แล้ว” 

ชายหนุ่มกล่าวเหมือนรู้ความในใจของเธอ ความจริงแล้วเหล่านาคาสามารถอ่านจิตของมนุษย์ได้ ถึงได้ล่วงรู้ว่ามนุษย์ส่วนใหญ่จิตใจต่ำทรามมากเพียงใด เป็นการยากยิ่งที่จะพบเจอกับมนุษย์ที่มีจิตใจสะอาดบริสุทธิ์

                ในขณะนี้หญิงสาวยังคงนิ่งอึ่งอยู่อย่างนั้น สมองของเธอกำลังประมวลความคิดทั้งหมดอยู่ ถ้าเธอไม่ได้กำลังฝัน ก็แน่นอนเลยว่าผู้ชายหน้าตาดีตรงหน้าเธอจะต้องเป็นคนบ้าที่ชอบแต่งตัวเป็นพระเอกลิเกแล้วแอบเข้าห้องเธอมาเพื่อบอกว่าตนเองเป็นเทวดาอะไรประมาณนั้น ซึ่งมันก็ทำให้เธอรู้สึกกลัวขึ้นมาเหมือนกัน

                “ข้าไม่ได้บ้าพระพุทธเจ้าข้า พระองค์ทรงจำหม่อมฉันไม่ได้หรือ?”

น้ำเสียงสงสัยเอ่ยขึ้น เธอคิดว่ามันชักจะแปลกมากแล้วที่เขารู้ว่าเธอกำลังคิดอะไรอยู่

                “นาคาทุกตนอ่านจิตมนุษย์ได้ทั้งนั้น พระองค์ทรงลืมแล้วหรือพระพุทธเจ้าข้า”

เขายังคงโต้ตอบกับคำถามในใจของเธอ

                “เอ่อ..คุณ..โอ้ย ไม่รู้จะเริ่มยังไงเลยเนี่ย งงมากเลยอะ ฉันมาบวชวันแรกก็เจอเรื่องบ้าๆมาทำให้ตกใจตั้งแต่คืนแรกเลยเหรอเนี่ย” 

หญิงสาวโอดครวญแกมบ่น มือทั้งสองกุมไปที่ขมับทั้งสองข้าง และเหมือนชายหนุ่มจะพูดอะไรต่อ แต่ช้ากว่า หญิงสาวชี้นิ้วไปที่เขา

                “หยุดเลยนะ ไม่ต้องพูดอะไรอีกแล้ว เอาล่ะ ฉันชื่อ ริน ช่วยเรียกให้ปกติหน่อยนะ ฉันคงเป็นท่านอะไรนั่นให้คุณไม่ได้หรอก ขอเป็นแค่มนุษย์เดินดินธรรมดาก็พอนะ แค่นี้ชีวิตฉันวุ่นวายมากพอแล้ว เอาเป็นว่า คุณชื่ออะไร? เป็นใคร? มาจากไหน? แล้วไม่ทราบว่าเข้ามาในห้องนี้ได้อย่างไรมิทราบคะ? ออ แล้วก็ไม่ต้องมาเล่นเรื่องราวอะไรด้วยนะ ฉันต้องรีบนอน ต้องตื่นไปทำวัตรเช้าน่ะ”

หญิงสาวรู้สึกหัวเสียหงุดหงิดขึ้นมา เธอไม่เข้าใจว่าทำไมเธอถึงต้องมาเจอคนบ้าทั้งๆที่เธออุตส่าปลีกตัวมาบวชหาความสงบแล้วแท้ๆ

                “ข้ามีนามว่า คุโณดม เป็นพญานาคและราชองครักษ์เอกแห่งอาณาจักรนาคินทร์ในองค์กัญจน์ธัชนาคราชพระพุทธเจ้าข้า” 

เขาตอบชัดถ้อยชัดคำตามคำสั่งของมนุษย์สตรีเบื้องหน้าผู้ซึ่งเคยเป็นนายเหนือหัวของตน

                “พญานาคเหรอ!!”

คำถามที่เหมือนไม่ได้ต้องการคำตอบ พญานาค อีกแล้ว ตกลงว่านี่คือความจริงใช่ไหม? หญิงสาวรู้สึกหวาดกลัวเขาขึ้นมาทันที ทั้งที่ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดนั้นเป็นความจริงหรือไม่

                “ถ้าพระองค์ไม่ทรงเชื่อ ข้าจะพิสูทให้รู้แจ้งด้วยความสัตย์จริงตามวาจาของข้า”

โดยไม่รอคำตอบ กายทิพย์จำแลงเมื่อครู่กลับกลายแปรสภาพยืดออกเป็นพญางูเกล็ดสีมรกต หงอนสีทองและดวงตาสีแดงกลมโตดุดัน ร่างยาวและใหญ่ม้วนขดเป็นวงภายในห้อง ศีรษะของงูตัวใหญ่ก้มลงแทบเท้าของหญิงสาว

                “ไม่เอาแล้วๆๆๆๆๆๆๆ” 

เรียวแขนของหญิงสาวโอบกอดร่างของตนเอาไว้ นครินทร์ตกใจกลัวสุดชีวิต ได้แต่ร้องบอกคำเดิมๆ แม้จะไม่ดังอะไรมากมายเพราะเสียงของเธอไม่สามารถเปล่งออกมาได้จากความกลัวนั้น

                เมื่อได้ยินดังนั้น ร่างของพญานาคสีเขียวก็ค่อยๆหดเล็กลงและกลายสภาพสู่ร่างทิพย์เป็นบุรุษรูปงามตามเดิม

                “ข้าอยู่ในร่างทิพย์ตามพระประสงค์แล้วพระพุทธเจ้าข้า” 

ด้วยความสงสัยในท่าทีของหญิงสาวเบื้องหน้า แต่เขาไม่ได้เอ่ยถามสิ่งใดออกไป นาคหนุ่มไม่เข้าใจว่าเหตุใดผู้เป็นนายถึงได้มีทีท่าหวาดกลัวตนเองนัก แต่เขาก็ยังคงนั่งนิ่งหมอบกราบอยู่เช่นเดิม

                เมื่อได้ยินดังนั้น นครินทร์ค่อยๆลืมตาขึ้นทีละน้อย เธอไม่แน่ใจว่าเธอจะได้เห็นภาพของพญานาคที่น่ากลัวนั่นอีกหรือไม่ แต่เมื่อลืมตาครบทั้งสองข้างมองเห็นชัดเจนดีแล้ว เธอมองเห็นแต่เพียงภาพของชายหนุ่มคนเดิม แม้จะยังคงหวาดกลัวอยู่ แต่หญิงสาวก็รวบรวมความกล้ามองสำรวจไปที่ตัวของเขา

                “ฉันมักฝันเห็นพญานาคอยู่บ่อยๆ ไม่เคยคิดเลยว่าจะได้เจอตัวจริง และไม่เคยรู้ว่าพญานาคนั้นมีอยู่จริง แม้แต่ตอนนี้ฉันยังคิดอยู่นะว่าฉันกำลังฝันอยู่ แต่มันก็เหมือนจริงมาก” 

เธอเอ่ยคำพูดออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา แต่ชายหนุ่มตรงหน้าของเธอก็ได้ยินมันอย่างชัดเจน

                “ด้วยความเคยชิน ข้าลืมไปเสียสนิทเลยว่า ตอนนี้พระองค์มาจุติเป็นมนุษย์แล้ว การที่จะทรงเกรงกลัวข้าก็มิใช่เรื่องแปลก ข้าพระพุทธกราบขอพระราชทานอภัยที่ข้าทำให้พระองค์ทรงตกพระทัย”  

สีหน้าแสดงความสำนึกผิดระบายเต็มใบหน้าที่เกลี้ยงเกลานั้น หญิงสาวค่อยๆปรับอารมณ์และข่มใจของตนเองให้สงบมากยิ่งขึ้น แม้จะเกรงกลัวพญานาคมากแค่ไหน แต่พญานาคตนนี้ ตอนนี้ก็ไม่ได้แปลงกายเป็นงูอย่างที่เธอหวาดกลัว ซ้ำเขาผู้นี้ยังดูไม่เป็นอันตรายกับเธอ แต่กลับดูน่าสงสารเสียด้วย

                “เฮอ~~ บอกตามตรงเลยนะว่า เรื่องพวกนี้มันก็สุดที่จะเชื่อ ฉันเองก็ไม่รู้จะเริ่มยังไง พูดไม่ถูกด้วยสิ

...คุณบอกว่าฉันเคยเป็นพญานาคเหมือนคุณอย่างนั้นใช่ไหม?”

                แม้จะยังรู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่หญิงสาวก็พยายามข่มใจตนเอง เพราะเธอคือว่าเธอจะสามารถรู้ในหลายสิ่งที่เธอสงสัยมานานได้จากพญานาคตนนี้

                “ไม่เหมือน แต่พระองค์เป็นพญานาคราชที่สูงส่งกว่าหม่อมฉันมากพระพุทธเจ้าข้า พระองค์กำเนิดในตระกูลวิรูปักษ์ มีกายสีทอง ต่างกับหม่อมฉันที่กำเนิดอย่างเอราปถ มีกายสีมรกต”  

“นาคมีหลายแบบจังเลยเนอะ ความจริงแล้วฉันก็เคยสงสัยเรื่องนี้มานานแล้วนะ เคยคิดว่าถ้าระลึกชาติได้ก็ดีสิ แต่คนที่จะทำแบบนั้นมีแต่พระระดับเกจิอาจารย์ดังๆทั้งนั้นเลย ฉันมันคนธรรมดา ก็เลยได้แต่สงสัยน่ะ”

หญิงสาวในขณะนี้ปราศจากความกลัวบุรุษแปลกหน้าเบื้องหน้า เธอกลับรู้สึกค่อยๆคุ้นเคยกับเขา

                “หาได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป หากพระองค์ทรงอยากล่วงรู้ถึงอดีตชาติ ข้าสามารถถอดดวงแก้วของข้าออกมาเพื่อให้พระองค์เห็นภาพนิมิตได้พระพุทธเจ้าข้า” 

น้ำเสียงกระตือรือร้นของเขาทำให้หญิงสาวรู้สึกสนใจขึ้นมาหลังจากที่เคยคิดว่าคงจะหมดทางที่จะได้รับรู้ถึงสิ่งที่สงสัยมาเนิ่นนาน

                “ทำได้จริงๆเหรอ? แล้วคุณจะเป็นอะไรหรือเปล่า เห็นว่าต้องถอดแก้วอะไรนั่น ฟังดูเหมือนควักหัวใจเลย น่ากลัวจัง” 

คุโณดมยิ้มขึ้นมา เขาส่ายหน้าน้อยๆด้วยว่ารู้สึกได้ว่าผู้เป็นนายในตอนนี้ช่างแตกต่างจากชาติปางก่อน เธอคนนี้ดูไร้เดียงสา และอ่อนโยนมากกว่าเมื่อตอนที่เป็นนาคราช

                “ข้าไม่ได้ควักสิ่งใดออกมาพระพุทธเจ้าข้า ดวงแก้วเป็นสิ่งทิพย์ที่ติดตัวมากับนาคทุกตนตั้งแต่เกิด จริงอยู่ว่าหากถูกทำลายนั่นหมายถึงชีวิตของนาคตนนั้นต้องดับสูญไปด้วย แต่ข้าเพียงนำออกมาใช้งานอยู่ใกล้ๆตัว ไม่ได้ออกห่างไปไกล ข้าไม่เป็นอะไรแน่นอนพระพุทธเจ้าข้า พระองค์อย่าทรงกังวลไปเลย” 

ไม่พูดเปล่าผู้เป็นราชองครักษ์เพียงแย้มริมฝีปาก แสงกลมส่องสว่างดวงเล็กๆก็ออกมาจากปากของเขาแล้วขยายใหญ่ขึ้นเท่ากำปั้นก่อนที่จะมาลอยหยุดอยู่บนฝ่ามือของเขา

                นครินทร์มองดูภาพนั้นด้วยความตื่นเต้น วันนี้เธอได้เห็นสิ่งอัศจรรย์เพิ่มอีกหนึ่งอย่างแล้ว แม้ไม่รู้ว่าต่อไปจะมีอะไรเกิดขึ้นอีกก็ตาม

                “เอ่อ คือ ก่อนที่คุณจะทำอะไรต่อไป ฉันขอคุณเรื่องหนึ่งนะ คือว่า อย่าเรียกฉันแบบนั้นอีกเลยนะ มันรู้สึกแปลกๆ ถ้านั่นเป็นอดีตของฉัน ฉันขอเอาไว้เป็นอดีตนะ ชาตินี้คุณเรียกฉันว่า ริน เถอะนะ แล้วพูดแบบธรรมดาได้ไหม? แบบมนุษย์ทั่วๆไปให้เหมือนกับร่างที่คุณเป็นอยู่ในตอนนี้น่ะ”

นครินทร์เอ่ยกับชายหนุ่มเบื้องหน้าด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน ชายหนุ่มสีหน้าลำบากใจ  

                “แต่…” 

เมื่อมองเห็นแววตาที่แน่วแน่ของเธอซึ่งไม่ต่างอะไรกับองค์เหนือหัวของเขาแต่เมื่อชาติก่อน ทำให้เขาเข้าใจว่า ไม่มีอะไรที่จะมาเปลี่ยนใจของผู้เป็นนายของเขาได้เลย ไม่ว่าด้วยเรื่องอะไร หากออกมาจากปากของผู้ที่อยู่เบื้องหน้าเขานี้แล้ว เขาย่อมไม่ปฏิเสธ ..ทุกอย่างด้วยความเต็มใจเสมอ

“พระพุทธเจ้าข้า..เอ่อ..ขอรับ..ค..ครับ..คุณริน”

น้ำเสียงตะกุกตะกักอย่างไม่เคยชิน จริงอยู่ว่านาคาเช่นเขารู้เรื่องของมนุษย์มากมาย แต่กลับไม่เคยกระทำสิ่งใดเฉกเช่นมนุษย์ หญิงสาวในชุดขาวยิ้มน้อยๆในคำตอบรับของเขา

“แล้ว..ฉันต้องทำยังไงต่อไปเหรอ?”

“คุณ..หลับตาสมาธิ ทำจิตให้ว่าง ปราศจากสิ่งใด อย่าได้คิดหรือกังวล ปล่อยจิตให้ว่าง ขอให้จำเอาไว้ว่า เบื้องหน้าของท่านคือภาพนิมิตที่เป็นอดีตชาติ เหตุการณ์ทุกอย่างเกิดขึ้นมาแล้ว และไม่สามารถแกไขได้ หากคุณจิตใจว้าวุ่นกระวนกระวาย ภาพนั้นจะมลายหายไป โปรดจงมองเหตุการณ์ต่างๆด้วยความเข้าใจว่า มันได้ผ่านมาแล้ว”

สิ้นเสียงของนาคาหนุ่ม ดวงแก้วล่องลอยส่องสว่างขึ้นท่ามกลางทั้งสองที่เข้าสู่สมาธิ จิตที่ว่างตั้งมั่นอยู่ในสมาธิ ลมหายใจของทั้งสองสม่ำเสมอ จิตของหญิงสาวท่องสู่เมืองบาดาล

 

 

นาคินทร์ 16

อุบาสีกา

 

                แสงแดดสาดส่องยามเช้าลอดผ่านหน้าต่างบนหัวนอนของหญิงสาวที่กำลังนอนสบายอยู่บนเตียงเล็กๆแต่นุ่มนิ่มจนทำให้คนที่นอนอยู่ไม่อยากจะลุกขึ้น แต่เมื่อนึกขึ้นมาได้ว่า ตอนนี้เธอไม่ได้อยู่ที่หอพักแต่เป็นบ้านพักชั่วคราวของเธอที่ต่างจังหวัด แล้วเช้าวันนี้เธอจะต้องลุกขึ้นไปใส่บาตรแต่เช้า

                เมื่อคืนนครินทร์นอนหลับสนิทอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน เธอไม่ได้ฝันอะไรเลย หรืออาจเป็นเพราะเธอเปลี่ยนบรรยากาศมาเพื่อคลายเครียดเลยทำให้นอนหลับได้อย่างอุ่นใจกันนะ

                นครินทร์เตรียมอุปกรณ์สำหรับอาบน้ำ และเสื้อผ้าชุดใหม่พร้อมใส่ในวันนี้ ไม่นานหญิงสาวก็พร้อมสำหรับเช้าวันใหม่ที่สดใส เธอก้าวลงบันไดช้าๆอย่างระวังเพราะทุกย่างก้าวที่เธอก้าวเดินไปนั้นจะมีเสียงเอี๊ยดอ๊าดแสดงถึงอายุการใช้งานของมันดังขึ้น ทำให้เธอรู้สึกเกรงใจผู้เป็นเจ้าของบ้าน

                “เดินธรรมดาก็ได้ครับ ริน ผมรู้ว่าบันไดมันเก่าแล้ว เสียงก็ดังไปอย่างนั้นเองแหละครับ ถึงมันจะพังลงมา ก็ไม่มีใครโทษว่ารินเป็นคนทำพังหรอกครับ” 

ชายหนุ่มในชุดสบายๆ เสื้อยืดสีขาวและกางเกงขายาวสีน้ำตาลเข้ม ยิ้มกับท่าทางตลกๆของเธอที่เดินเหมือนตัวจะลอย ในมือของเขาถือถาดใบใหญ่อยู่ ของใส่บาตรมากมายที่ถูกจัดใส่เอาไว้อย่างน่ารับประทาน ทั้งแกง ทั้งขนมหวาน

                “รินตื่นสายใช่ไหมเนี่ย? ขอโทษจริงๆนะกาน นอนสบายจนเพลินเลย” 

นครินทร์รีบเดินลงมาจากจุดพักของบันได แล้วรีบเข้าไปรับถาดในมือของชายหนุ่มมาถือเอาไว้ เขาปล่อยให้เธอได้ถือโดยง่าย ก่อนที่ชายหนุ่มจะหันไปที่โต๊ะหยิบขันใส่ขาวสวยร้อนๆกลิ่นหอมโชย มันเป็นขันที่ทำจากทองเหลืองสภาพดูรู้เลยว่าผ่านการใช้งานมาหลายชั่วอายุคนขนาดไหน

ดอกกล้วยไม้และดาวเรืองที่ถูกจัดเอาไว้เป็นกำห่อด้วยใบตองถูกยกออกจากถาดที่วางเตรียมเอาไว้ก่อนที่ชายหนุ่มจะหยิบดอกมะลิลาสีขาวหอมดอกเล็กๆทัดไปที่บริเวณหูของหญิงสาว

“ดอกมะลิครับ คุณแม่ปลูกเอาไว้หลังบ้าน รินเคยบอกว่ารินชอบดอกมะลิที่สุด เมื่อเช้าคุณยายร้อยมาลัยอยู่ผมเลยขอมาให้รินครับ ถ้าอยากได้เพิ่มอีก ที่หลังบ้านมีต้นใหญ่มากเลยครับ เดี๋ยวกลับมาแล้วผมจะไปเก็บมาให้อีกนะ”

รอยยิ้มระบายแต่งแต้มบนใบหน้าของหญิงสาว ในช่วงเวลานี้เธอไม่อยากจะคิดเรื่องเลวร้ายต่างๆที่เคยเกิดขึ้นกับเธอ เธอรู้แต่เพียงว่า ผู้ชายที่อยู่ตรงหน้าเธอคนนี้ทำให้เธอรู้สึกอบอุ่นใจ แม้ความรู้สึกจะแตกต่างจากที่เธอรู้สึกกับมรุเดชก็ตาม

ชายหญิงทั้งสองช่วยกันถือของเดินออกมาจากบ้าน ยืนรออยู่ไม่นาน ก็มีพระสงฆ์เดินบิณฑบาตผ่านมาสองรูป เมื่อใส่ข้าวและกับข้าวลงยังบาตรแล้วตามด้วยดอกไม้ ทั้งสองก็ย่อตัวก้มหน้าพนมมือไหว้รับพร

“รินชอบทำบุญนะ ชอบใส่บาตรมากๆเลย แต่ไม่ค่อยมีโอกาส วัยรุ่นสมัยนี้น้อยคนเหลือเกินที่จะชอบเข้าวัดทำบุญ บ้างก็เห็นเป็นเรื่องตลกงมงายก็มี แย่จริง”

หญิงสาวผ่อนลมหายใจช้าๆเมื่อนึกถึงเรื่องนี้

“นั่นสิครับ ทางมหาวิทยาลัยน่าจะจัดตักบาตรครั้งใหญ่บ้างนะครับ แต่คงได้แค่คิดน่ะครับ ดูท่าว่าจะไม่มีใครสนใจจะจัดโครงการนี้ขึ้น”

ผู้พูดท่าทางเหมือนไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เขาหยิบขันสีเงินที่ดูเก่าด้วยลอยบุบนูนบ้างยุบบ้างตักน้ำในตุ้มหน้าบ้านเกือบเต็มแล้วส่งให้หญิงสาวที่ยืนยิ้มอยู่ข้างๆ

“กรวจน้ำด้วยกันนะครับ ริน”

คนหน้าบานยังคงยิ้มร่าด้วยความสุขใจที่ได้ทำบุญในเช้าวันใหม่ เธอพยักหน้าน้อยๆแล้วรับขันน้ำไป ทั้งสองเดินตรงไปยังต้นไม้ใหญ่ข้างบ้านย่อกายลง ก่อนที่จะค่อยๆบรรจงเทน้ำในขันลงกับผืนดินให้ชุ่มฉ่ำ

 

สุทินนัง วะตะ เม ทานัง อาสะวักขยาวะหัง โหตุ

ขอบุญและทานที่ข้าพเจ้าถวายดีแล้วนี้

จงเป็นเหตุให้ข้าพเจ้าหมดความเศร้าหมองใจเถิด
ขอบุญที่ข้าพเจ้าได้กระทำมาทั้งหมดในชาตินี้

จงถึงแก่ เจ้ากรรมนายเวร และผู้ปกปักรักษาดูแลช่วยเหลือข้าพเจ้า

และครอบครัวที่มีมาถึงตัวทุกภพทุกภูมิ
ขอบุญนี้จงเป็นปัจจัยให้ข้าพเจ้า พ้นจากสภาวการณ์คับขัน และเลวร้าย

ให้อยู่รอดปลอดภัย มิพบกับความยากลำบาก ณ ปัจจุบัน ถึงอนาคต

และเข้าถึงพระนิพพานในชาติปัจจุบัน
หากไม่ถึงเพียงใด ขอให้คำว่าไม่มีไม่รู้ในสิ่งที่ดี จงอย่าได้ปรากฎแก่ข้าพเจ้า
ขอให้เกิดในภพภูมิเขตประเทศที่มีพระพุทธศาสนาประดิษฐานอย่างมั่นคง
และได้ศึกษาพระธรรมได้อย่างเข้าใจถ่องแท้ลึกซึ้งตลอดจนกว่าจะเข้าพระนิพพานด้วยเทอญ
ขอท่านพระยมราชจงเป็นสักขีพยานในการบำเพ็ญบุญและอธิษฐานจิตของข้าพเจ้าในครั้งนี้ด้วยเทอญ

 

สายลมพัดผ่านเหมือนรับในสิ่งที่ทั้งสองกล่าว ก่อนที่ชายหนุ่มจะพาเพื่อนสาวข้างๆเดินไปยังวัดที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านนัก

เมื่อก้าวผ่านซุ้มประตูป้ายวัดไปแล้ว นครินทร์มองไปไกลและบริเวณโดยรอบ วัดแห่งนี้ไม่เหมือนวัดในเมืองอย่างที่เธอเคยเห็น บริเวณกว้างขวาง ต้นไม้ขึ้นเยอะ จะว่ารกก็คงไม่ผิด ออกแนวจะร้าง มีเพียงโบสถ์หลังเก่าที่ตั้งตระหง่าอยู่ริมน้ำเท่านั้น แต่เมื่อเดินเข้าไปไกลจึงได้รู้ว่าด้านหลังของโบสถ์มีทางเดินยาวหลายสิบเมตรออกไปนอกแม่น้ำสายยาวคดเคี้ยว สุดทางเป็นเจดีย์สีทอง แม้จะดูทรุดโทรมตามกาลเวลา แต่ก็ดูสวยงามแปลกตา

ชายหนุ่มเดินนำเธอไปยังทางเชื่อมสายยาวนั้น ทั้งสองหยุดมองที่ต้นทางเงยหน้าขึ้นเห็นรูปปั้นพญานาคเจ็ดเศียรสีของขนาดใหญ่สองตนที่ชูแผ่คองามสง่า ดวงตาสีแดงแลดูน่าเกรงขาม ราวบันไดตลอดสองฝั่งทางเดินเป็นหางยาวของสองพญานาค หญิงสาวที่เพลิดเพลินกับลมเย็น และกลิ่นดอกไม้หอมเมื่อครู่ รู้สึกหวั่นใจขึ้นมา และเหมือนชายหนุ่มจะรู้สึกได้

“ริน กลัวพญานาคเหรอครับ?”

เสียงนุ่มๆถามเธอออกไป ใบหน้าขาวนวลพยักหน้าน้อยๆ

“ไม่ต้องกลัวนะครับ ท่านไม่ทำร้ายผู้ที่มีใจมากราบไหว้หรอกครับ เดี๋ยวผมจะพารินไปที่เจดีย์กลางน้ำนะครับ ด้านในสวยมากครับ รับรองว่าความกลัวเมื่อกี๊จะหายไปเพราะมัวแต่มองเพลินเลยครับ”

เขายังคงส่งยิ้มอย่างอ่อนโยนให้กับเธอ หญิงสาวค่อยๆแย้มยิ้มขึ้นมาบ้าง เมื่อมีเขาคนนี้อยู่ เธอไม่ต้องกลัวอะไร ทั้งสองเดินผ่านทางเชื่อมยาวมาจนถึงเจดีย์กลาง ภายนอกถูกตกแต่งไปด้วยรูปปั้นพญานาคหลายสี ทั้งทอง เขียว รุ้งและดำ เกล็ดถูกประดับไปด้วยกระจกสีแวววาวรับกับแสงอาทิตย์ ผืนน้ำที่ไหลเรื่อยทำให้ดูเหมือนว่าพญานาคเหล่านี้กำลังว่ายน้ำอยู่ ทันใดภาพความฝันที่ยังคงติดตรึงอยู่ในห้วงความทรงจำของนครินทร์ก็ปรากฏขึ้น พญานาคสีทองตนใหญ่ที่ว่ายน้ำเข้ามาหาเธอ หญิงสาวมองเบื้องหน้านิ่ง

“ริน! ริน! รินครับ”

น้ำเสียงเรียกด้วยความเป็นห่วงของชายหนุ่มปลุกให้เธอตื่นขึ้นจากภวังค์ เขาแตะที่แขนของเธอเบาๆเพื่อเรียกสติ

“รินเป็นอะไรไปครับ ทำไมทำหน้าตกใจกลัวอะไรอย่างนั้น ผมเป็นห่วงรินนะ ทำไมรินถึงได้กลัวพญานาคมากขนาดนั้นล่ะครับ หรือว่าปกติรินเป็นคนกลัวงูอยู่แล้ว?”

กานดึงหญิงสาวมานั่งใต้ร่มไม้ใกล้ๆก่อนที่จะเอื้อมไปหยิบขันเล็กๆตักน้ำใส่ขันสีเงินขนาดใหญ่ใกล้ๆนั้นให้กับเธอ หญิงสาวรับมาแล้วมองหน้าเขาเหมือนมีคำถาม

“น้ำมนต์น่ะครับ ชาวบ้านเขาเชื่อกันว่าน้ำในขันใบนี้เป็นน้ำมนต์ศักดิ์สิทธ์ รินลองเอามาล้างหน้าดูสิครับ คิดซะว่าแก้ร้อนก็แล้วกันนะครับ”

นครินทร์ยังคงไม่พูดอะไร เธอเทน้ำลงในมือก่อนน้ำมาล้างหน้า น้ำเย็นๆช่วยให้เธอสดชื่นได้จริงๆ

“ขอบคุณนะจ๊ะ รินดีขึ้นแล้ว ขอโทษนะที่ทำให้กานเป็นห่วง รินมีเรื่องฝังใจกับพญานาคอยู่น่ะ”

เธอยืนขันเล็กๆคืนให้เขา

“รินมีเรื่องอะไรไม่สบายใจก็บอกผมได้นะครับ ถึงผมจะช่วยไม่ได้ แต่อย่างน้อย ได้พูดออกมาก็สบายใจกว่าเก็บเอาไว้อึดอัดนะ ถ้ารินไม่คิดว่าผมยุ่งเรื่องส่วนตัวของรินนะครับ แล้วแต่ความสบายใจของรินครับ”

“ไม่เรียกว่ายุ่งเรื่องส่วนตัวหรอกจ้า มันก็..เป็นเรื่องงมงายไร้สาระน่ะ เล่าไปจะบอกว่ารินบ้านน่ะสิ ฮาๆ”

นครินทร์หันมองไปยังรูปปั้นพญานาคสีทอง

                “จะเรื่องอะไรผมก็ฟังได้ครับ ผมไม่ว่ารินหรอกนะ คนเรามักมีสิ่งที่เหลือเชื่อเกิดขึ้นในชีวิตเสมอครับ เพียงแต่ว่า จะมีความแตกต่างกันในแต่ละเรื่องกันก็เท่านั้น”

หญิงสาวยิ้มน้อยๆเมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาคนนี้ช่างแตกต่างจากมรุเดช พลันความคิดหนึ่ง หญิงสาวเผลอคิดไปว่า หากเธอไม่ได้รักมรุเดชแต่แรก เธอคงจะหลงรักในความอบอุ่นใจดีของเขาคนนี้เป็นแน่

                “ตั้งแต่เด็กแล้ว รินมักจะฝันเห็นพญานาคบ่อยๆ แม้เขาจะไม่เคยทำร้ายรินนะ แต่ก็มักจะมาวนเวียนอยู่ใกล้ๆรินเสมอ ทำให้รินกลัว กลัวดวงตาสีแดงนั่นที่มักจ้องมองรินนิ่งๆ จนรินสงสัยว่า พวกเขาต้องการอะไรจากริน หรือต้องการบอกอะไรกับรินอย่างนั้นหรือเปล่า?”  

หญิงสาวเอ่ยปากเล่าความออกไปเพียงสั้นๆจากเรื่องราวยาวๆ แต่ก็ทำให้ชายหนุ่มเข้าใจเธอได้ดี เพราะเขาเองก็เคยฝันถึงพญานาคเหมือนกัน เพียงแต่ร่างของดวงตาสีแดงนั่นเป็น สีนิล

                “ผมก็เคยนะ แต่คนโบราณบอกเอาไว้ว่า ฝันเห็นพญานาคแสดงว่าจะโชคดีนะครับ ท่านมาคุ้มครองและมอบสิ่งดีๆให้ ผมที่มีโอกาสได้ทุนเข้ามาเรียนมหาวิทยาลัยดีๆแบบนี้ และได้มารู้จักริน ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีในชีวิตของผมนะครับ รินก็ต้องเจอเรื่องดีๆเช่นกัน อย่ากังวลไปเลยนะครับ” 

เขาพูดให้กำลังใจเธอ แม้สิ่งที่เขาพูดจะไม่ได้โกหกแม้แต่นิด แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่เคยรู้สึกหวั่นใจต่อความฝันครั้งนั้น มือหนาลูบศีรษะหญิงสาวเบาๆด้วยความเอ็นดูและหวังปลอบใจ นครินทร์ไม่ได้ผลักมือนั้นออกไป เธอรู้สึกดีที่เขาลูบหัวเธอเหมือนเด็กๆ

                “เวลารู้สึกดีๆกับใคร ผมชอบปลอบใจด้วยการลูบหัวแบบนี้ รินโกรธหรือเปล่า? ถ้าไม่ชอบบอกผมตรงๆได้นะครับ”

                “ชอบสิ เหมือนเจ้านายลูบหัวขนปุยที่เลี้ยงไว้อะไรแบบนั้น ฮาๆๆๆ” 

หญิงสาวหัวเราะได้อีกครั้ง ก่อนที่ชายหนุ่มจะลุกขึ้นนำเธอเดินเข้าไปภายในเจดีย์กลางสีทอง

                ภายในถูกประดับประดาไปด้วยกระจกสีมากมาย แวววาวส่องแสงสะท้อนสีรุ้งทั่วทั้งผนัง เมื่อมองตรงไปเบื้องหน้า มีมณฑปขนาดย่อมที่ประดิษสถานพระพุทธรูปปางสมาธิองค์ทองเอาไว้ เมื่อมองลงมาจะพบกับรูปหล่อจากทองเหลืองเป็นเทวดานางฟ้าที่แต่งองค์แบบโบราณอย่างที่เธอเคยเห็นในภาพวาดจิตรกรรมไทย

                “ทางนี้ครับ ริน ธูปเทียนอยู่ตรงนี้นะครับ มากราบขอพรเทพกัน ที่นี่เปรียบเหมือนสรวงสวรรค์ที่รวบรวมเหล่าเทวดานางฟ้าน่ะครับ ชาวบ้านแถวนี้นิยมมากราบไหว้ขอพรกัน คนจะเยอะมากในช่วงเทศกาล” 

กานนั่งคุกเข่าลงเบื้องหน้าองค์พระแล้วหันมาเรียกนครินทร์ที่กำลังมองภาพวาดพญานาคในกรอบรูปสีทองตรงผนังด้านข้าง หญิงสาวหันไปตามเสียงเรียก เธอเดินไปนั่งพับเพียบลงข้างๆเขา กานหยิบธูปมาจุดแล้วส่งให้เธอสิบหกดอกเพื่อใช้สำหรับไหว้เทวดานางฟ้าทั้งสรวงสวรรค์ ทั้งสองพนมมือตั้งใจอธิษฐาน ความกลัดกลุ้มหลายอย่างที่นครินทร์นึกค่อยๆจางไป เหมือนว่าเธอกำลังพูดอยู่กับสิ่งศักดิ์สิทธิเบื้องหน้า มันไม่ใช่การขอพร แต่มันคือคำถามต่างๆมากมาย กับทุกๆเรื่องราวที่เกิดขึ้นในชีวิตของเธอ

                เวลาผ่านไปชั่วครู่ กานเอื้อมมือไปปักธูปลงที่กระถางทองเหลือง ก่อนที่นครินทร์จะปักธูปตาม ทั้งสองก้มลงกราบด้วยความนอบน้อม

                “สบายใจขึ้นบ้างไหมครับ ริน?” 

เขาเอ่ยถามเธอเมื่อทั้งสองเดินออกมาภายนอกเจดีย์กลาง ลมพัดพาผ่านน้ำกระทบผิวให้รู้สึกสดชื่น

                “สบายใจขึ้นมากแล้ว ขอบคุณกานมากเลยนะ ..เอ๊ะ ที่นี่มีพระธุดงค์มาปักกลดด้วยเหรอ?” 

หญิงสาวมองเห็นกลดพระธุดงค์อยู่บริเวณป่ารกข้างวัด เธอรู้สึกสนใจขึ้นมา เหมือนมีอะไรดลใจให้เธอหันไปมองทางนั้นแล้วอยากเดินเข้าไปกราบไหว้

นครินทร์ถามโดยไม่รอคำตอบ ขาก้าวออกไปอย่างคล่องแคล่ว ชายหนุ่มไม่พูดอะไร เขาก้าวเดินตามเธอข้ามทางเชื่อมยาวจากเจดีย์กลาง แล้วทั้งสองก็หยุดลงที่ใต้ต้นไทรขนาดใหญ่ พระธุดงค์ที่หญิงสาวมองเห็นแต่ไกลนั้น ขณะนี้เธอได้นั่งคุกพับเพียบลงกับพื้นดินเบื้องหน้าของท่านแล้ว ตามด้วยชายหนุ่มที่เดินตามเธอมาติดๆ ทั้งสองก้มลงกราบพระคุณเจ้าด้วยความเคารพ

                “เจริญพร” 

พระคุณเจ้าตั้งมั่นอยู่ในสมาธิ ดวงตายังคงปิดอยู่แสดงถึงความสงบนิ่ง มีเพียงคำพูดสั้นๆด้วยน้ำเสียงแหบพร่าบ่งบอกถึงอายุที่ชรามากแล้ว

                “สีกา อย่าได้กังวลไปเลย ไม่ใช่แค่สีกาคนเดียวที่ต้องเผชิญความทุกข์ ไม่ว่าจะเกิดเป็นมนุษย์ สัตว์หรือแม้แต่เหล่าเทวาก็ต้องพบกับเวรกรรมทั้งสิ้น ไม่มีใครหนีพ้น อยู่ที่ว่าสีกาจะทำใจยอมรับต่อผลกรรมที่เคยได้สร้างเอาไว้แต่ชาติปางก่อนได้หรือไม่ หากสามารถทำใจยอมรับได้ และหมั่นสร้างกุศล ก็พอจะผ่อนหนักให้กลายเป็นเบาได้ เมื่อเวลาผ่านไป กรรมชั่วหมด กรรมดีจะสนองเอง” 

ด้วยท่าทีสงบนิ่ง มีเพียงริมฝีปากเท่านั้นที่เอื้อนเอ่ยคำต่างๆออกมา ทั้งที่ทั้งสองยังไม่ได้บอกหรือเอ่ยถามอะไร แต่หลวงตารูปนี้กลับพูดสิ่งต่างๆออกมาเหมือนจะล่วงรู้ว่าเธอกำลังเผชิญอยู่กับความทุกข์ และนั่นคือสิ่งที่เธอสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น

หญิงสาวนิ่งไปชั่วขณะ แม้จะรู้สึกสงสัยอยู่บ้างว่าท่านล่วงรู้ความในใจของเธอได้อย่างไรก็ตาม แต่นั่นคงไม่สำคัญเท่ากับการที่เธออยากจะแก้ไข ปรับเปลี่ยนในทุกข์ที่หนักหนาให้เบาบางลง

                “หากหลวงตาทราบ โดยที่หนูไม่ต้องบอกอะไร หลวงตาจะเมตตาบอกถึงทางแก้ไขให้หนูทราบได้ไหมคะ? ความจริงแล้วหนูอยากที่จะระลึกชาติได้ด้วยซ้ำว่าหนูเคยไปทำอะไรที่เลวร้ายกับใครเอาไว้บ้าง หากแก้ไขไม่ได้ พอจะมีทางที่จะสามารถลดกรรมลงบ้าง หนูก็ยินดีจะทำนะคะ”  

หญิงสาวก้มมองลงต่ำ ความรู้สึกทุกข์ใจมากมายถาโถมเข้ามา แม้จะไม่ได้บาดเจ็บที่ร่างกาย แต่จิตใจนั้นแสนสาหัสเหลือเกิน คนที่เธอรักทำร้ายจิตใจของเธอ เขาเปลี่ยนไปอย่างที่เธอไม่ได้เตรียมใจ เธออยากรู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แล้วเรื่องของเวรกรรม เกี่ยวข้องกันอย่างไร แต่ที่เธอสงสัยที่สุดก็คือ เกี่ยวข้องกับพญานาคหรือไม่?

 

พระธุดงค์ท่านได้กล่าวถึงชาติก่อน                     เป็นเหมือนตอนนครินทร์เห็นในฝัน

เป็นเรื่องของพรหมลิขิตจิตผูกพันธ์                      รักข้ามภพข้ามผ่านกาลเวลา

พระท่านบอกเอ่ยกล่าวถึงดาวพุธ                       บริสุทธิ์แต่อาภัพรักตามหา

ได้พบกับดาวศุกร์โคจรมา                                    เป็นเหมือนดั่งดวงชะตาลิขิตไว้

ท่านยังเอ่ยถึงหญิงสาวที่ผุดผ่อง                         กลับกลายต้องเป็นบุรุษดั่งขอได้

แล้วบุรุษที่เป็นดั่งดวงหทัย                                   กลับต้องใช้ชีวิตอิสสตรี

พระท่านยังเสี่ยงทายให้ข้อหนึ่ง                           เช่นไรถึงต้องใช้กรรมในชาตินี้

แต่สุดท้ายจะครองคู่กันด้วยดี                              และจะมีความสุขตลอดไป

 

“อาตมาไม่อยากให้สีการู้สึกโกรธแค้นเขา ที่เขาทำไม่ดีกับสีกาเพราะไสยคุณ อวิชชาทั้งนั้น ผู้ที่ทำก็คือเจ้ากรรมนายเวรของสีกาเอง ที่เขาเกลียดชังและอาคาตสีกาเอาไว้แต่กาลก่อน ของสกปรกหากทิ้งเอาไว้ในร่างกายต่อไปนานวันมันจะกัดกินเจ้าของร่างนั้น ส่วนความฝันของสีกาที่ผ่านมาคือร่างทิพย์ในชาติก่อน สีกาได้สร้างบาปกรรมเอาไว้มาก มาชาตินี้พวกเขาก็มาเกิดวนเวียนอยู่รอบๆตัวของสีกา บ้างก็มาดีเพราะชาติก่อนมาเกิดเขาไม่โกรธไม่เกลียด อโหสิต่อกันมา บ้างก็สาปแช่งไม่อโหสิให้”

น้ำเสียงแหบแห้งยังคงกล่าวต่อไป ภาพอดีตของนาคาและนาคีปรากฎแก่จิตของพระคุณเจ้าผู้บำเพ็ญเพียรมาเป็นเวลานาน

                 “ที่ผ่านมาหนูทำบุญทำทานไปมากมาย แต่ชีวิตก็ยังคงเจอเรื่องไม่ดี จะว่าไปก็ตั้งแต่เกิด จะทำอะไรก็มักจะมีสิ่งที่มาขัดขวางอยู่เรื่อย บุญกุศลเหล่านั้นไม่สามารถช่วยอะไรได้เลยเหรอคะ? แล้วหนูควรทำอย่างไรต่อไป หลวงตาบอกหนูนะคะ หนูจะทำ”

นครินทร์เอ่ยถามออกไปด้วยความร้อนใจ

                “บุญมากมายหากทำไปเขาไม่รับก็ไม่เกิดผล กลับจะเพิ่มบุญให้กับตัวเราเอง ก็เป็นเรื่องที่ดี แต่ไม่ได้ช่วยให้นายเวรเขาลดความพยาบาท เมื่อเราได้บุญมาก็จะมีกรรมมาขัดขวางอยู่ร่ำไป การทำบุญที่เกิดผลคือ ธรรมทาน การสวดมนต์ การบำเพ็ญศีล เจริญภาวนา การขอขมาเจ้ากรรมนายเวร อาตมาชี้ทางแก่สีกาไปมากแล้ว หลังจากนี้ไป สีกาตัดสินใจเองเถิด” 

นครินทร์ก้มลงกราบพระคุณเจ้าเบื้องหน้าตามด้วยกานที่นั่งเงียบมาเป็นเวลานาน แม้เขาจะรู้สึกสงสัยกับเรื่องราวที่เพื่อนของเขากับหลวงตารูปนี้พูด แต่เขาก็เลือกที่จะนั่งฟังอยู่เงียบๆ

                ทั้งสองเดินออกมาจากบริเวญสวนป่าของวัด สายลมพัดพามาจากด้านหลังที่เดินจากมา นครินทร์หันมองกลับไปยังต้นไทรที่เธอเพิ่งจะเดินออกมา น่าแปลกใจที่หลวงตารูปนั้นหายไปแล้ว ไม่มีแม้แต่กลดที่ปักอยู่ ไม่มีแม้ร่องรอยของการปักหลักใดๆ รอยพื้นดินที่ถูกทับ กลับเป็นพื้นดินที่เขียวชอุ่มขึ้นหนา เหมือนไม่มีเคยมีใครอยู่ตรงนั้นมาก่อน

                “กาน!”

หญิงสาวร้องเรียกเพื่อนร่วมทางของเธอด้วยน้ำเสียงตกใจ  

                “ครับ มีอะไรเหรอ?” 

เขาหยุดแล้วหันไปหาเธอ สีหน้าแสดงความสงสัย

                “หายไปแล้ว หลวงตาหายไปไหนแล้ว ทำไมเร็วจัง เราเพิ่งจะเดินออกมาเองนะ ดูสิ ไม่มีแม้แต่รอยเลย”

เธอชี้นิ้วไปบริเวณใต้ต้นไทรใหญ่นั้น ชายหนุ่มมองตามเธอ เป็นอย่างที่เธอว่าจริงๆ พระธุดงด์ที่พวกเขากราบไหว้อยู่เมื่อครู่หายไปแล้ว ทั้งสองมองหน้ากันนิ่ง

                “ผมรู้สึกตกใจก็จริงแต่ไม่ได้กลัวหรอกนะครับ เพราะว่าท่านมาดี ผมเชื่อว่าท่านตั้งใจมาช่วยรินนะครับ อย่ากลัวไปเลย” 

เขายิ้มให้กับเธอ

                “รินไม่ได้กลัวหรอกนะ ก็อย่างที่กานบอกนั่นแหละ รินแค่ตกใจเท่านั้น เคยได้ยินใครๆเขาเล่ากัน แต่รินไม่เคยเจอกับตัว เมื่อกี๊เหมือนฝันไปเลย”

แม้ยังคงมีความตกใจอยู่บ้างแต่นครินทร์กลับรู้สึกสบายใจขึ้นมาก แม้จะไม่ได้รู้เรื่องราวโดยละเอียดแต่เธอก็รู้แล้วว่าเธอควรทำเช่นใด

                “รินโชคดีนะครับ ที่มีโอกาสได้พบท่าน ท่านมาโปรดรินแบบนี้ ผมเชื่อว่าต่อไปรินจะต้องเจอแต่สิ่งดีๆแน่นอนครับ เออ รินครับ เรารีบกลับกันดีกว่า ดูท่าวันนี้ฝนจะตก ถึงว่าทำไมลมแรงจัง ท้องฟ้ามืดมาจากทางหลังบ้านน่ะครับ วันนี้ผมไม่ได้เตรียมร่มมาด้วย” 

นครินทร์ไม่ได้พูดอะไรต่อ เธอเพียงแต่พยักหน้าแล้วเดินตามชายหนุ่มไปอย่างเร่งรีบ ทั้งสองวิ่งเข้ามาหลบฝนใต้หลังคาม้าหินนั่งเล่นหน้าบ้านพอดีกับฝนก็ตกลงมาอย่างหนัก

                “โอ้โห พอดีเลยนะเนี่ย ไม่งั้นเละกลับบ้านแน่ๆเลย เอ๊ะๆ ผมของกานเปียกน้ำ อืม..” 

หญิงทำหน้าเจ้าเล่เหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่างก่อนที่จะเอื้อมมือไปจัดแต่งที่ผมของชายหนุ่มให้เป็นทรงแหลมๆตั้งๆ ชายหนุ่มไม่ได้ขัดขืนอะไร เพียงแต่ทำหน้าฉงนสงสัยกับท่าทีของเธอ

                “เสร็จแล้ว! โกฮัง รึเปล่า? ทรงนี้น่ะเท่สุดๆ ไหนๆลองปล่อยพลังซิ” 

น้ำเสียงทะเล้นของหญิงสาวเรียกเสียงหัวเราะให้กับชายหนุ่มที่หันไปมองสภาพหัวของตนเองที่สะท้อนภาพจากถาดทรงกลมสีเงินที่วางพิงอยู่ด้านข้างเสา

                “จะให้ผมเป็นโกฮัง หรือชินจังผมก็เป็นได้ ขอแค่ให้รินยิ้มเยอะๆก็พอครับ” 

ดวงตามุ่งมั่นจ้องมองลึกเข้าไปยังดวงตาของคนที่ยืนขำอยู่ หญิงสาวนิ่งไป แก้มยุ้ยๆของเธอระบายสีชมพูจางๆ ก่อนที่จะแสร้งเปลี่ยนเรื่อง

                “หิวแล้ว เช้านี้คุณยายจะทำอะไรให้กินน้า ไปดูหลังครัวกันไหม?” 

ไม่พูดเปล่า คนหน้าแดงยังกลับหลังหันทันทีแล้วเดินตรงเข้าไปยังครัวหลังบ้าน กินหอมลอยตามลม หญิงชราใจดีกำลังเด็ดผักชีโรยลงไปในหม้อข้าวต้มเครื่อง ลอยยิ้มบนใบหน้าแห้งเหี่ยวแลดูใจดี

“มาพอดีเลย ยัยหนูมาตักข้าวต้มใส่ชามให้ยายทีนะลูก”

เสียงแหบพล่าและแสนเบาด้วยว่าเรี่ยวแรงอันน้อยนิดของผู้สูงวัย หลังงองุ้มที่ท่าทางจะทำอะไรไม่ค่อยถนัดลุกขึ้นจากนั่งร้านที่เต็มไปด้วยวัตถุดิบทำอาหาร

นครินทร์ยิ้มรับก่อนที่จะหยิบถ้วยชามในตู้ออกมาแล้วบรรจงตักข้าวต้มใส่ลงไป ชายหนุ่มที่เดินตามมาเปิดตู้หยิบช้อนมาใส่ไว้ในชามข้าว ทั้งสองไม่พูดอะไรเพียงแต่ยิ้มให้แก่กันก่อนที่จะช่วยกันถือชามข้าวต้มมาวางเอาไว้ที่โต๊ะทานข้าว หญิงสาวร่วมทานอาหารเช้ากับครอบครัวที่แสนใจดีด้วยความสุขใจ

 

ในช่วงสายของวันเป็นเวลาว่าง กุ้งเต้นน้องสาวของกานพายเรือออกไปเก็บดอกบัวหลวงสีชมพูอ่อนมาให้ผู้เป็นแม่ ดอกมะลิ ดาวเรือง ดาวรัก ดาวพุท ดาวกุหลาบ วางอยู่ในตะกร้าสานละลานตาอยู่เต็มโต๊ะนั่งเล่นบริเวณหน้าบ้าน โดยชายหญิงทั้งสองช่วยกันเก็บจากสวนหลังบ้าน

                “บ้านของกานร่มรื่นดีนะ ดอกไม้ก็เยอะ หอมมากๆเลย เวลาจะร้อยมาลัยไหว้พระทีก็เก็บเอาได้เลย ไม่ต้องไปซื้อด้วย ดีจัง …ดอกนี้ดมแล้ว เก็บไว้เองแล้วกัน ถวายพระไม่ได้”  

ผู้พูดก้มลงสูดกลิ่นดอกไม้อย่างติดจมูก มือก็ยังคงเก็บดอกมะลิใส่ตะกร้าเล็กเรื่อยๆ

                “ดีใจที่รินชอบนะครับ เออ รินครับ ผมว่ามันล้นแล้วนะ”

ชายนุ่มชี้นิ้วและมองลงไปที่ตะกร้าในมือของอีกฝ่ายที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาเก็บโดยไม่ได้ดูเลยว่า ดอกมะลิได้ล้นออกนอกตะกร้าไปเยอะแล้ว

                “อ้าว รินลืมดูไปเลย ขอโทษจ้า งั้นพอแค่นี้แล้วกันเนอะ ไปนั่งร้อยมาลัยกันดีกว่า”

พูดจบใบน่าระรื่นก็เดินไปยังหน้าบ้าน ชายหนุ่มไม่ได้กล่าวอะไร เขาถือตะกร้าที่เหลือเดินตามเธอออกไป  

                “เอ..น้องกุ้งจ๊ะ คุณแม่ไปไหนแล้ว พี่เก็บดอกไม้มาให้เยอะเลย”

เมื่อเดินมาถึงโต๊ะนั่งเล่นหน้าบ้าน มีเพียงกุ้งเต้นน้องสาวของกานที่นั่งตัดก้านดอกบัวให้เท่ากันอยู่คนเดียว

                “ป้าใจซี้ของแม่มาชวนออกไปเมื่อกี๊น่ะค่ะ แม่เลยบอกให้นั่งร้อยกันไปเอง เดี๋ยวบ่ายๆแม่จะกลับค่ะ พี่ริน”

เสียงแจ้วๆของคนตัวเล็กยักไหล่ซ่ายหัวดุกดิกไปมาตามประสาเด็กที่อยู่ไม่สุข นั่งนิ่งๆไม่ได้ มือเล็กๆรวบดอกบัวกำใหญ่ที่ตัดก้านแล้วให้หญิงสาว

                “ขอบใจจ้า” 

นครินทร์รับมาแล้ววางลงที่ตักของเธอ บรรจงพับกลีบดอกบัวให้สวยงามทั่วทั้งดอกเผยให้เห็นสีเหลืองอ่อนของเกสรด้านใน ก่อนจัดวางลงในแจกันที่ใส่น้ำจนเกือบเต็ม ก่อนที่จะเปลี่ยนมาร้อยมาลัยต่อ

                “สวยจังเลยครับ ผม ไม่เคยรู้เลยว่ารินทำงานประดิษพวกนี้เป็นด้วย คือผมไม่ได้ว่าอะไรนะครับ เพียงแค่รู้สึกทึ่ง นึกไม่ถึงเท่านั้นเอง” 

เหมือนจะรู้ว่าคำพูดของเขาอาจทำให้เธอไม่พอใจ มันก็ไม่แปลกที่เธอจะเจอเข้ากับคำพูดประมาณนี้บ่อยครั้ง เพราะมาดเท่มั่นทันสมัยอย่างเธอไม่น่าจะทำงานประดิษประดอยสไตล์ผู้หญิงหวานๆได้ แต่เมื่อนึกถึงอีกหลายสิ่งหลายอย่างในตัวของเธอแล้ว หญิงสาวคนนี้มักมีเรื่องมาให้เขาแปลกใจเสมอ

                “มาดไม่ให้แต่ใจรักจ้า คุณยายสอนน่ะ คุณยายรินเลี้ยงมาตั้งแต่เด็กๆ รินไม่ได้อยู่กับพ่อมาตลอด”

แม้จะก้มหน้าก้มตาตั้งใจร้อยมาลัยแต่เธอก็แอบเหล่มองเขาด้วยท่าทีงอนๆซึ่งมันช่างดูน่ารักในสายตาของชายหนุ่ม

                “รินจะบวชพราหมณ์นะ” 

ใบหน้าสงบนิ่งเอ่ยออกมา เปิดประเด็นใหม่ขึ้นมาเฉยๆ ชายหนุ่มหันไปมองด้วยความสงสัย

                “กานฟังไม่ผิดหรอก รินจะบวชจริงๆนะ บวชใช้กรรมน่ะ จำที่หลวงตารูปนั้นบอกได้ไหม? ความจริงแล้วรินก็เคยคิดนะ ว่าถ้าเรียนจบแล้วก็อยากจะบวชสักครั้ง ไปหาความสงบสุข รินเหนื่อยกับโลกนี้เต็มที”

                “แล้วรินจะบวชเมื่อไหร่ครับ? นานไหม?” 

เขาไม่ได้ขัดใจเธอ ด้วยว่าเข้าใจดีว่าที่ผ่านมาเธอมีเรื่องที่ต้องทุกข์อยู่มากมาย แม้เขาจะไม่เคยรู้ว่าด้วยเรื่องอะไรก็ตาม แม้จะคาดเดาอยู่อย่างหนึ่งได้จากคำพูดของหลวงตารูปนั้นว่า เขา? โดนไสยคุณ อวิชชา อย่าไปโกรธ คำพูดเหล่านี้ทำให้เขาฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า อาจหมายถึง คนสำคัญสักคนของนครินทร์ และเขาคนนี้อาจอยู่ในฐานะคนรักของเธอ? ยังคงเป็นสิ่งที่กานสงสัยแต่ไม่กล้าเอ่ยถามกับเธอตรงๆ หากสิ่งที่เขาคิดเป็นจริง เธอคนนี้มีคนที่รักอยู่แล้ว แม้จะรู้ว่าตนเองหมดสิทธิมาตั้งแต่ต้น แต่ด้วยการที่เธอให้ความสนิทสนมกับเขามากมายถึงขนาดนี้กับช่วงเวลาดีๆต่างๆ ก็ทำให้เขาอดคิดไม่ได้ว่าตนเองอาจมีสิทธิที่จะอยู่ในสายตาของเธอบ้าง

                “พรุ่งนี้เลย ชุดขาวรินจะขอยืมทางวัดเอาน่ะ เก่าๆก็ใช้ได้ แล้วทำบุญถวายปัจจัยกับทางวัด วัดที่เราไปด้วยกันวันนี้น่ะ” 

น้ำเสียงเรียบๆถอนใจยาว เธอพยายามปลงกับชีวิตให้ได้แม้ว่าจะยังอายุน้อยก็ตามที

 

                เมื่อแม่ของกานกลับมา เธอบอกถึงความประสงค์ที่จะไปอยู่วัดเจ็ดวัน เพื่อถือศีลพรามห์ คุณยาย คุณแม่ และคุณพ่อของการก็ไม่ได้ขัดข้านหรือแย้งสิ่งใด ต่างมองว่าเป็นเรื่องที่ดี แม้ทั้งสามจะแปลกใจอยู่ไม่น้อยก็ตามที่หญิงสาววัยรุ่นจากเมืองกรุงอย่างเธอจะคิดเข้าวัดปฏิบัติธรรม

               

                รุ่งเช้าทั้งครอบครัวตื่นแต่เช้าตามปกติ คุณยายทำอาหารเตรียมให้หลานใส่บาตร คุณพ่อออกไปทำงาน คุณแม่เตรียมจัดดอกไม้ พอช่วงสายนครินทร์ก็เข้าวัดและบอกจุดประสงค์ของเธอกับหลวงพ่อเจ้าอาวาธที่ชราภาพมากแล้ว ท่านนั่งอยู่บนอาสณะที่มีรอยขาด ข้าวของเครื่องใช้ที่ดูเก่าทรุดโทรมบ่งบอกถึงความสัมถะของผู้ที่อยู่ในผ้าเหลือง เสียงที่แหบเรี่ยวแรงอ้อนล้าสวดทำพิธีบวชพรามห์ให้กับหญิงสาวในชุดสีขาวที่ได้จากแม่ชีใจดีท่านหนึ่งในวัด ทรงผมที่ถูกซอยตามสมัยนิยมถูกรวบไว้ด้านหลังอย่างเรียบร้อย

                เมื่อพิธีเสร็จสิ้น พราหมณ์ใหม่ผู้อยู่ในศีลแปดเดินสำรวมออกมาจากโบสถ์โดยมีชายหนุ่มผู้เป็นเพื่อนเดินตามมาส่งเธอที่ห้องพักเล็กๆภายในวัด หญิงสาวได้พื้นที่เล็กๆสำหรับนอนในช่วงกลางคืนภายในห้องพักของแม่ชีใจดีท่านเดิม

                “คุณแม่ฝากมาบอกว่า จะทำกับข้าวมาเลี้ยงพระและชีพรามห์ที่วัดทุกวันเลยนะครับ พรุ่งนี้ผมจะรีบมาแต่เช้า รินอยู่ได้ใช่ไหม?”

น้ำเสียงเรียบๆกล่าวก่อนที่จะวางกระเป๋าสัมภาระไว้ในห้องให้กับเธอ

                “ได้จ้า กานไม่ต้องเป็นห่วงนะ ฝากขอบคุณคุณแม่ด้วยนะจ๊ะ” 

รอยยิ้มน้อยๆระบายแต่งแต้มให้ใบหน้าที่ปราศจากเครื่องสำอางดูสดใสขึ้น

                แม่ชีผู้ใจดีเธอมีนามว่าสมจิตเดินเข้ามาบอกกำหนดการแก่หญิงสาวร่วมห้องว่าในแต่ละวันจะต้องทำอะไรบ้าง ก่อนที่จะยื่นหนังสือสวดหมดให้กับเธอ หน้าปกสีลอกที่อ่านไม่รู้แล้วว่าหนังสือเล่มนี้มีชื่อว่าอะไร ด้านในกระดาษที่เหลืองปนน้ำตาล หากเปิดพลิกไปแต่ละหน้าด้วยความไม่ระวังอาจจะขาดติดมืออกมาได้ หญิงสาวพนมมือไหว้กล่าวขอบคุณผู้สูงวัย เธอเปิดหนังสือสวดมนต์อ่านไปทีละหน้าเรื่อยๆอย่างตั้งใจ

                เวลาผ่านไปเร็วจนได้เวลาทำวัตรเย็น พระสงฆ์ไม่กี่รูปทยอยกันเดินเข้าสู่โบสถ์ เหล่าผู้บวชถือศีลพราหมณ์ทั้งชายและหญิงในชุดขาวต่างเดินเข้าสู่โบสถ์เช่นกัน อาสนะรองนั่งถูกวางเตรียมเอาไว้อย่างเป็นระเบียบ ผู้ที่เข้ามาใหม่เลือกนั่งที่หลังสุดอย่างเจียมตัว

                เมื่อทั้งหมดนั่งประจำที่จนครบแล้ว แม่ชีท่านหนึ่งจึงเริ่มสวดนำก่อน

 

                นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

            นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

            นะโม ตัสสะ ภะคะวะโต อะระหะโต สัมมาสัมพุทธัสสะ

 

อะหัง สุขิโต โหมิ
อะหัง นิททุกโข โหมิ
อะหัง อะเวโร โหมิ
อะหัง อัพยาปัชโฌ โหมิ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรามิ
สัพเพ สัตตา
อะเวรา โหนตุ
อัพยาปัชฌา โหนตุ
อะนีฆา โหนตุ
สุขี อัตตานัง ปะริหะรันตุ

 

อิติสุขะคะโต อะระหังพุทโธ นะโมพุทธายะ
ปะฐะวีคงคา พรหมะเทวา อินทะเทวา
อังคะเทวา อาคันตุกะเทวะตา รุกขะเทวาพาลี
ชัยยะมังคะลา อาจาริยัง อาจาริยะเทวา
มุณีสิทธา มาตาปิตุโร อะโรคะเยนะ สุขเขนะ
จะ ขะมามิหัง
อิทัง เม มาตาปิตูนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ มาตาปิตะโร
อิทัง เม ญาตีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ ญาตะโย
อิทัง เม คุรูปัชฌายาจริยานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ คุรูปัชฌายาจริยา
อิทัง สัพพะเทวะตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเทวา
อิทัง สัพพะเปตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ เปตา
อิทัง สัพพะเวรีนัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพเวรี
อิทัง สัพพะสัตตานัง โหตุ สุขิตา โหนตุ สัพเพ สัตตา

 

                ช่วงเวลาของการทำวัตรเย็นใช้เวลาประมาณสามชั่วโมง จากช่วงตะวันคล้อยจนมืดค่ำก่อนที่ผู้ถือศีลทั้งหมดจะก้มลงกราบครั้งสุดท้ายพร้อมกัน ต่างลุกขึ้นช่วยกันจัดเก็บอาสนะรองนั่งก่อนที่จะเดินตรงเข้าสู่ห้องพักเพื่อเตรียมตัวอาบน้ำ      

                แม้กิจวัตรแรกเริ่มจะแตกต่างออกไปจากที่เธอคุ้นเคย แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาสำหรับหญิงสาวที่ชอบเข้าวัดทำบุญอย่างเธอ ที่วัดแห่งนี้ผู้ที่มาถือศีลจะเข้านอนกันแต่หัวค่ำเพราะต้องตื่นขึ้นตอนตีสามของอีกวันเพื่อทำวัตรเช้าอีกสามชั่วโมง กับการสวดมนต์แบบเดิม

                ค่ำคืนนี้จากช่วงตะวันคล้อยจนมืดค่ำ เธอยังไม่ชินกับการนอนแต่หัวค่ำอย่างใครๆ หญิงสาวในชุดสีขาวสะอาดตานั่งอยู่ริมระเบียงที่อยู่ริมน้ำ ตกเย็นน้ำจะขึ้นสูงทุกวัน และลดลงในช่วงเช้า ไฟตามทางเดินเริ่มปิดลงแล้ว แต่เธอพกไฟฉายติดตัวเอาไว้

                ท้องน้ำยามค่ำคืนดูน่ากลัว ดำมืดสนิท ระลอกคลื่นแรงที่พัดตามกระแสลมทำให้เธออดนึกถึงบางสิ่งไม่ได้ แต่ไม่รู้ทำไมคืนนี้เธอถึงได้กล้านั่งอยู่เพียงคนเดียวในสถานที่แปลกถิ่น น่าแปลกที่เธอไม่รู้สึกกลัว แต่กลับรู้สึกสงบ

แสงแวบวาบจากปลายหางตาของเธอทำให้หญิงสาวหันไปมองด้วยความสนใจ ท้องฟ้าเปิดเป็นวงกว้างปรากฎสายฟ้าฟาดเป็นทาง ลมเย็นสบายเมื่อครู่แปลเปลี่ยนเป็นพายุพัดน้ำกระทบเสาค้ำยันห้องพักของผู้ถือศีล ละอองน้ำกระเด็นโดนชุดขาวของเธอจนเปียกเป็นหย่อมๆ พราหมณ์สาวลุกขึ้นแล้วจ้องมองออกไปไกลยังกระแสสายฟ้า เงาดำทมึนปรากฎแทรกอยู่ในคลื่นน้ำ แสงเลื่อมๆที่สะท้อนจากแสงสายฟ้า ไม่ว่าสิ่งนั้นคืออะไร มันกำลังมุ่งตรงมาที่เธอ

ขณะนี้เธอหวาดกลัวจนไม่สามารถขยับร่างกายได้ก่อนสติของเธอจะเลือนหาย ร่างพิสุทธ์ของหญิงสาวผู้อยู่ในศีลล้มลง ท่อนแขนแข็งแกร่งโอบรับเธอไว้ได้ก่อนที่ศีรษะของเธอจะกระแทกลงสู่พื้น หญิงสาวมองเห็นภาพลางๆก่อนที่จะสติของเธอจะเลือนหาย

ร่างสูงโปร่งกำยำ ผิวขาวเนียนหมดจดยิ่งกว่ามนุษย์สตรี สวมใส่อาภรณ์สีมรกตประดับอัญมณี เขาผู้นี้งดงามราวเทพบุตร